วิธีทำ “น้ำนมข้าวโพด” สรรพคุณบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ต้านมะเร็งร้าย

วิธีทำ “น้ำนมข้าวโพด” สรรพคุณบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ต้านมะเร็งร้าย

ก่อนจะเป็นนมข้าวโพด ต้องเริ่มจากนำข้าวโพดสดมาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด ใช้มีดบางและคมฝานเอาเฉพาะเมล็ดข้าวโพดออก (ในที่นี้ตามสูตรน้ำหนัก 5 กิโลกรัม) เทน้ำสะอาดลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 นำไปต้มไฟปานกลางจนเดือดพอประมาณแล้วยกลง ทิ้งให้ข้าวโพดเย็น นำไปเข้าเครื่องบดให้ละเอียด หรือเครื่องปั่นน้ำผลไม้ก็ได้ แล้วใช้ผ้าขาวบางกรอง สิ่งที่จะได้คือน้ำนมข้าวโพดสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมถั่วเหลือง พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวโพด

จากนั้นเป็นการปรุงรสชาติ สำหรับข้าวโพด 5 กิโลกรัม อาจต้องใช้น้ำตาลทรายประมาณ 750 กรัม เกลือ 2 ช้อนชา หากอยากเพิ่มความหอมอาจใช้ใบเตยสดทั้งใบ ล้างให้สะอาดใส่ลงไปในหม้อต้มน้ำนมข้าวโพด นำไปตั้งไฟอ่อนถึงไฟกลางแล้วค่อยๆ เคี่ยวไปจนกระทั่งเดือด ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผู้ประสบความสำเร็จในการขายน้ำนมข้าวโพดบอกว่า เคล็ดลับอยู่ที่เวลาเคี่ยวต้องคอยหมั่นสังเกตอย่าให้น้ำนมข้าวโพดแตกมัน และอย่าเคี่ยวนานเกินไป เพราะความร้อนจะทำให้ความหวานของน้ำนมข้าวโพดหายไป

น้ำนมที่ต้มได้ที่แล้ว เมื่อยกลงยังมีอุณหภูมิประมาณ 75 องศาเซลเซียส กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้งเพื่อเอากากข้าวโพดและแป้งข้าวโพดที่เป็นคาร์โบไฮเดรตออกไปบ้าง คงเหลือแต่แคลเซียม วิตามิน โปรตีน ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและมีไขมันต่ำ นำน้ำนมข้าวโพดผ่านการฆ่าเชื้อโดยเทใส่ภาชนะที่เป็นหม้อร้อนในเครื่องพาสเจอร์ไรส์ที่อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส แล้วไหลผ่านความเย็นทันทีในหม้อเย็นจัด

บรรจุขวดสะอาดที่ผ่านการซ่าเชื้อแล้ว (นึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 5-10 นาที หรือลวกด้วยน้ำเดือด ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนนำมาบรรจุ) ปิดฝาขวดให้แน่น นำไปใส่ในถังน้ำแข็ง เมื่อความร้อนพบกับความเย็นทันทีจะสามารถฆ่าเชื้อได้ระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นการพลาสเจอร์ไรส์ได้เช่นกัน ทั้งนี้ หากบรรจุในขวดที่มีขนาด 250 ซีซี จะบรรจุน้ำนมข้าวโพด 5 กิโลกรัมได้ประมาณ 40 ขวด เก็บรักษาโดยแช่เย็นในอุณหภูมิไม่เกิน 2-3 องศาเซลเซียส เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำน้ำนมข้าวโพดพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรซ์

ข้อแนะนำ หากต้องการให้น้ำนมข้าวโพดมีสีขาวข้น และกลิ่นหอม ควรใช้ข้าวโพดหวานพันธุ์ เอ ที เอส และสามารถต้มขายลักษณะวันต่อวัน เช่นเดียวกับน้ำเต้าหู้ก็ได้ หรือหากมีเงินลงทุนมาก ควรซื้อหม้อพาสเจอร์ไรส์ ราคาประมาณ 30,000 บาท

ส่วนกากข้าวโพดที่กรองไว้ ยังนำไปแปรรูปเป็นอาหารว่างที่ถูกปากหลายคนไม่แพ้เครื่องดื่มน้ำนมข้าวโพด คือข้าวโพดกวน วิธีทำ เริ่มจากนำกากข้าวโพด (จากข้าวโพด 5 กิโลกรัม) ลงกะทะ ตามด้วยกะทิ 1,000 กรัม น้ำตาล 1,800 กรัม ค่อยๆ กวนด้วยไฟอ่อนๆ กระทั่งข้าวโพดไม่เกาะติดกระทะ แล้วยกลง ขั้นตอนต่อไปเป็นการประดิษฐ์ประดอยว่าจะปั้นเป็นก้อนทานพอคำ หรือทำเป็นรูปอะไรก็ได้ หรืออาจจะห่อด้วยกระดาษแก้วหลากสีให้กลายเป็นอาหารขบเคี้ยวที่น่าทานและขายได้

กลับไปที่นมข้าวโพด คุณประโยชน์ที่ได้รับประกอบด้วยไขมันและโซเดียมต่ำ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต มีเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงผิวและสายตา มีแคลเซียมช่วยกระตุ้นการเจริญของกระดูก ผม และฟันในเด็กวัยเรียน นอกจากนั้น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แมกนีเซียม โพแตสเซียม เมไธโอนีน วิตามิน เอ บี และอื่นๆ อย่างละเล็กน้อย และรสพอหวาน ยังเป็นเครื่องดืมเพิ่มพลังงานในคนฟื้นจากไข้ หรือผู้มีอาการอ่อนเพลีย

อีกหนึ่งสูตร

วัตถุดิบและส่วนผสม

1) ข้าวโพดหวานฝานเมล็ดบางๆ 5 ฝัก

2) ใบเตยหอมใบใหญ่มัดเป็นปม 2-3 ใบ

3) น้ำ 10 ถ้วย

4) เกลือสมุทร ¼ ช้อนชา

วิธีทำน้ำนมข้าวโพด

1. ตั้งหม้อบนไฟขนาดกลาง จากนั้นใส่น้ำ ใบเตย และเมล็ดข้าวโพดที่ฝานลงไปต้มจนเดือด เมื่อต้มจนได้กลิ่นหอมของใบเตยแล้วจึงยกลงพักไว้ แล้วกรองเอาเมล็ดข้าวโพดออก

2. ใส่เมล็ดข้าวโพดที่กรองออกมากับน้ำต้มลงในโถปั่น ปั่นจนละเอียดเข้ากัน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำ นำไปใส่หม้อเดิม แล้วตั้งบนไฟขนาดกลางอีกรอบ

3. ใส่เกลือ แล้วลดเป็นไฟขนาดอ่อน ขณะต้มคอยคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ก้นไหม้ ใส่น้ำตาลปรุงรสเพิ่มหากชอบหวาน ใช้เวลาต้มประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ แล้วยกลงพักไว้

3. รอให้อุ่นรินใส่แก้ว แล้วพร้อมเสิร์ฟค่ะ

สำหรับคุณประโยชน์ของน้ำนมข้าวโพด

1. ประกอบไปด้วยไขมันและโซเดียม ที่ต่ำ ทำให้ไปเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต และไม่ทำให้อ้วน

2. มีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยบำรุงผิวและบำรุงสายตา และยังมีแคลเซียมช่วยกระตุ้นการเจริญของกระดูก ผม และฟันในเด็กวัยเรียน

ยังมี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แมกนีเซียม โพแตสเซียม เมไธโอนีน วิตามิน เอ บี และอื่นๆ

3. ยังเป็นเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานในคนฟื้นจากไข้ หรือผู้มีอาการอ่อนเพลีย

ประโยชน์ของน้ำนมข้าวโพดในการรักษาโรค

– ช่วยบำรุงผิวพรรณ

สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ในข้าวโพด ทำให้ผิวพรรณของเราไม่เหี่ยวย่น เปล่งปลั่งดูสดชื่นมีชีวิตชีวา

– ข้าวโพดช่วยบำรุงสายตา

ในข้าวโพดจะมีสาร เบต้าแคโรทีน หรือที่เรารู้กันว่าเป็น โปรวิตามินเอ ร่างกายเราจะนำไปใช้สร้างสาร โรดอปซินนะครับช่วยให้ลดอัตราเสื่อมของลูกตาและป้องกันการเป็นโรคต้อกระจกตาด้วย อีกทั้งยังมี โฟเลตซึ่งจะช่วย สร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอในการเสื่อมสภาพของร่างกาย

– ป้องกันโรคหัวใจ

ข้าวโพดจะมีเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ผูกกับใยที่ละลายกับน้ำดีจากคอเลสเตอรอลในตับของเรา ซึ่งจะช่วยให้คอเลสเตอรอลในร่างกาย สลายไปได้ดีอีกด้วย แถมยังอุดมไปด้วยโฟเลต, วิตามินบีที่ช่วยในการลดระดับของ homocysteine, กรดอะมิโนที่ตามผลิตภัณฑ์ในกระบวนการเมตาบอลิสำคัญ (เรียกว่ารอบการเติมหมู่เมธิ) ระดับสูงของ homocysteine สามารถทำลายเส้นเลือดที่นำไปสู่หัวใจวายโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ลดความดันในร่างกาย

– ต้านมะเร็ง

นอกจากข้าวโพดจะมีสารที่ช่วยในการสร้าง โรดอปซิน ที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว ข้าวโพดยังช่วยลดความเสี่ยงของโรค มะเร็งปอด และเส้นใยในข้าวโพดยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารเพื่อสุขภาพจึงลดความเสี่ยงของโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่

– ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหาร

เส้นใยอาหารแบบไม่ละลายน้ำ ในข้าวโพดจะช่วยให้ดี สำหรับริดสีดวงทวาร จากโรคทางเดินอาหาร หรืออาหารท้องผูก ทุเลาลง เนื่องจาก เส้นใยจะช่วยดูดซับน้ำ และช่วยระบบขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : ชมรมแพทย์แผนไทย อ.แก่งกระจาน

“ข้าวโพด” สรรพคุณ-ประโยชน์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ผิวพรรณสดใส

ในบรรดากลุ่มคนที่รักษ์สุขภาพต้องทราบถึงคุณประโยชน์ของ “ข้าวโพด” ที่มีต่อสุขภาพกันเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะนอกจากจะมีสารอาหารมากมายซึ่งทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังมีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลากหลายชนิด แถมช่วยดูแลพร้อมกับการบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใสอีกด้วย

ลักษณะของข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้า ลำต้นสูงโดยตั้งแต่ 0.30-8 เมตรแล้วแต่ชนิดพันธุ์ เมื่อเพาะปลูกใหม่ๆ จะมีรากชั่วคราว และเมื่ออายุได้ 7-10 วัน รากถาวรจะงอกออกมาจากรอบๆ ข้อที่อยู่ต่ำจากดินลงไป 1-2 นิ้ว โดยเมื่อโตเต็มที่แล้วรากจะแผ่ขยายไปไกลประมาณ 1 เมตร และอาจจะหยั่งรากลงดินในแนวดิ่งลึกถึง 3 เมตร รากของข้าวโพดเป็นรากฝอยแต่บริเวณข้อที่อยู่ใกล้ๆ พื้นดินจะมีรากยึดเหนี่ยวเพื่อยึดให้ลำต้นตั้งตรงแข็งแรง ภายในลำต้นมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ ลำต้นมีข้อและปล้องชัดเจนโดยปล้องที่อยู่ใกล้พื้นดินจะสั้น เมื่อเหนือพื้นจะยาวขึ้นไปเรื่อยๆ จำนวนปล้องประมาณ 8-20 ปล้อง ลำต้นมีสีเขียวสด ใบยาวรีมีขนตรงบริเวณขอบ มีกาบใบและเขี้ยวใบ ความยาวใบประมาณ 30-100 เซนติเมตร แต่สีของใบจะแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ ดอกข้าวโพดจะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียในต้นเดียวกัน แต่ดอกตัวผู้จะอยู่บริเวณยอดส่วนดอกตัวเมียจะอยู่ต่ำลงตามกาบใบของลำต้น แต่ดอกตัวผู้จะบานก่อนตัวเมียจึงมักจะผสมข้ามต้นมากกว่าจะผสมในต้นเดียวกัน ฝักข้าวโพดจะเจริญเติบโตจากดอกตัวเมีย เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่สีจะอ่อนลง เมล็ดข้าวโพดใช้รับประทานได้ทั้งคนและสัตว์

ชนิดของข้าวโพด

1. ข้าวโพดหัวแข็ง (Flint Corn) ข้าวโพดชนิดนี้มีแป้งแข็งหุ้มรอบเมล็ด เมื่อแห้งแล้วเมล็ดแข็งมาก ค่อนข้างกลม เรียบ เมล็ดไม่ยุบบุบ มีสีเหลืองเข้มบริเวณบนสุดของเมล็ด นิยมปลูกมากในอเมริกาใต้และเอเชีย

2. ข้าวโพดหัวบุบ (Dent Corn) ต่างจากข้าวโพดหัวแข็งตรงที่ตอนบนของเมล็ดมีแป้งอ่อนแต่ข้างๆเป็นแป้งแข็ง ดังนั้นเมื่อแห้งแล้วเมล็ดจึงบุ๋มลงมา สีเมล็ดมีหลายสีขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ นิยมปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกา

3. ข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) เป็นข้าวโพดที่คนนิยมรับประทาน เนื่องจากมีน้ำตาลมาก จึงมีรสหวานกว่าข้าวโพดชนิดอื่นๆ เมื่อแก่เต็มที่เมล็ดจะใสและเหี่ยว มีหลากหลายสายพันธุ์

4. ข้าวโพดคั่ว (Pop Corn) คนนิยมรับประทาน เมล็ดแห้งค่อนข้างแข็ง เพราะมีแป้งแข็งอยู่ภายใน ภายนอกมีเยื่อเหนียวหุ้ม ภายในค่อนข้างชื้น เมื่อโดนความร้อนจะระเบิดออก ถ้าเมล็ดแหลมเรียกข้าวโพดข้าว ถ้าเมล็ดกลมเรียกข้าวโพดไข่มุก

5. ข้าวโพดข้าวเหนียว (Waxy Corn) เป็นข้าวโพดอีกชนิดที่คนรับประทานเพราะเมล็ดนุ่ม เหนียว อร่อย ไม่ติดฟัน มีหลายสี เช่น สีขาว สีขาวปนเหลือง สีม่วงคล้ำ หรือมีหลายสีในฝักเดียวกัน

6. ข้าวโพดแป้ง (Flour Corn) มีสีเหลืองนวลอ่อนๆ เมล็ดประกอบด้วยแป้งอ่อนจำนวนมาก หัวไม่บุบหรือบุบเพียงเล็กน้อย ชาวอินเดียนแดงนิยมปลูกไว้รับประทาน

7. ข้าวโพดป่า (Pod Corn) มีลำต้นและฝักขนาดเล็กกว่าข้าวโพดทั่วๆไป มีเปลือกหุ้มเมล็ดทุกเมล็ดและยังมีเปลือกหุ้มที่ฝักอีกหนึ่งชั้น ข้าวโพดชนิดนี้ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ปลูกไว้เพื่อทำการศึกษาเท่านั้น

“ข้าวโพด” ธัญพืชสรรพคุณดี มากคุณค่าสารอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ

เกริ่นกันมาแค่นี้ก็คงพอกระตุ้นให้หลายๆ คนเริ่มจะอยากทำความรู้จักถึงสรรพคุณและประโยชน์ของข้าวโพดกันให้มากขึ้นแล้วล่ะสิ ข้าวโพดนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของธัญพืชซึ่งประกอบไปด้วยคุณค่าของสารอาหารนานาชนิด ประโยชน์ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลยก็คือ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่ในข้าวโพดมีความสามารถในการจัดการปัญหาของผิวพรรณที่อาจถูกทำร้ายจากมลพิษต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ให้ผิวสวยใส อ่อนเยาว์

นอกจากนี้ข้าวโพดมีสรรพคุณสำคัญที่จะช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง และรักษาโรคมะเร็งได้ดีไม่แพ้ผักผลไม้ชนิดอื่นๆ ซึ่งมีงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศถึงประสิทธิภาพในการช่วยต่อต้านมะเร็งได้สูง รวมทั้งข้าวโพดยังมีสารเคมีสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมเร็ว ช่วยบำรุงสายตา และเส้นใยอาหารในข้าวโพดก็ช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารให้ทำงานเป็นปกติ ท้องไม่ผูก และมีประโยชน์ต่อระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดี ช่วยลดความดันได้อีกด้วย

เริ่มพอจะเข้าใจกันมากขึ้นแล้วนะว่าทำไม “ข้าวโพด” ถึงเป็นที่รักของคนดูแลสุขภาพ ข้าวโพดนั้นถือเป็นธัญพืชชั้นดีที่มีรสชาติหวานอร่อยซึ่งเป็นผลไม้ที่ใครหลายคนชื่นชอบ และก็เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกไม่ยากและดูแลง่าย ทำให้เราสามารถจะกินข้าวโพดเพื่อการดูแลร่างกายให้แข็งแรงได้ทุกวันเลย

16 สรรพคุณของข้าวโพด ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ข้าวโพดอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการช่วยดูแลผิวพรรณของคนเราไม่ให้เหี่ยวย่นก่อนวัย ช่วยชะลอความแก่ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผิวพรรณแลดูสดใสเปล่งปลั่ง มีชีวิตชีวา

2. ข้าวโพดมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์ทั่วโลกที่ระบุว่า ข้าวโพดมีความสามารถในการสร้าง “สารโรดอปซิน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดี จึงช่วยลดความเสี่ยงจะเกิดโรคมะเร็งได้ อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งในกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

3. ข้าวโพดมีสรรพคุณช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น อาหารย่อยง่าย ลดความเสี่ยงจะเกิดโรคท้องผูกและโรคริดสีดวงทวาร เนื่องจากข้าวโพดมีเส้นใยอาหารในปริมาณมาก ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่ละลายน้ำด้วย ทำให้ดูดซับน้ำไว้ได้ดีส่งผลให้ไม่มีปัญหาในการขับถ่าย

4. ประโยชน์ของข้าวโพดช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของร่างกายทั้งภายในและภายนอก ซึ่งก็เป็นเพราะฤทธิ์ของสารโฟเลตที่มีอยู่ในข้าวโพดนั่นเอง

5. ข้าวโพดมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหัวใจและปอด ลดความเสี่ยงจะเกิดโรคหัวใจ ป้องกันเส้นเลือดถูกทำลายจนอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดเป็นปกติ

6. สรรพคุณของข้าวโพดช่วยสลายคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง และยังลดไขมันในเลือด สามารถป้องกันการตีบของหลอดเลือดได้ดี

7. ข้าวโพดมีสรรพคุณช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะในข้าวโพดมีสารสำคัญๆ อาทิ เบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นโปรวิตามินเอ ที่มีหน้าที่ในการช่วยลดโอกาสการเสื่อมของลูกตา ป้องกันโรคทางสายตาอย่างโรคต้อกระจก สายตาสั้น หรือโรคมองในที่มืดไม่ชัดเจน ตาอักเสบ หรือแพ้แสงแดด

8. ข้าวโพดมีสารโคลีนซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อม แก้อาการขี้ลืมหรือความจำเสื่อมได้

9. ประโยชน์ของข้าวโพดมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและลดความดันโลหิตสูงได้ด้วย

10. ข้าวโพดมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบำรุงน้ำดี ทำให้น้ำดีขับเคลื่อนได้ดี และสามารถขับนิ่วและต้านมะเร็งในถุงน้ำดี แก้อาการอักเสบของถุงน้ำดี

11. ข้าวโพดช่วยแก้อาการของโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบที่กำเริบให้มีอาการดีขึ้นได้

12. ข้าวโพดมีสรรพคุณตามตำรับยาโบราณในการช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย และแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

13. ข้าวโพดมีประโยชน์ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียน

14. ข้าวโพดสามารถช่วยให้การทำงานของตับและไตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันตับและไตไม่ให้เกิดการอักเสบได้ รวมทั้งช่วยแก้อาการดีซ่านได้เป็นอย่างดี

15. ข้าวโพดช่วยรักษาอาการบวมน้ำตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และบรรเทาอาการท้องร่วงหรือโรคบิดได้

16. ประโยชน์ของข้าวโพดอุดมด้วยวิตามินบี 1 ที่จะช่วยป้องกันอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยบำบ

ข้าวโพดดิบทานได้ไหม?

ข้าวโพดดิบสามารถรับประทานได้ แต่ไม่แนะนำเพราะอาจจะทำให้ท้องอืดเพราะในข้าวโพดที่ยังไม่สุกนั้นย่อยยาก การทำข้าวโพดให้สุกจะทำให้ย่อยง่ายขึ้น และเมื่อข้าวโพดสุก ผนังเซลล์ของข้าวโพดจะถูกทำลาย ทำให้สารต้านมะเร็งที่อยู่ตามผนังข้าวโพดถูกปล่อยออกมาด้วย

โทษของข้าวโพด และข้อควรระวังในการทาน

สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้และการย่อยอาหาร รวมทั้งผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดลำไส้มาใหม่ๆ ไม่ควรรับประทานข้าวโพดมากเกินไปเพราะจะทำให้ท้องอืดโดยง่าย รวมทั้งในคนปกติหากทานมากเกินไปอาจจะได้รับแป้งและน้ำตาลจากข้าวโพดมากจนอ้วนได้เช่นกัน

ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางสารอาหารจากข้าวโพดมากที่สุด แนะนำว่าควรกินข้าวโพดที่กำลังร้อนๆ เพราะจะมีสารอาหารต่างๆ ออกมาสูง โดยควรล้างข้าวโพดให้สะอาดก่อนนำไปต้มให้สุกอย่างน้อย 30 นาที และควรเติมเกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อจะช่วยกระตุ้นให้สารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่จากข้าวโพดออกมาให้มากยิ่งขึ้น เท่านี้ประโยชน์และสรรพคุณที่อยู่ในข้าวโพดก็ไม่ไปไหนแล้วละ

postsod.com

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : หนังสือพิมพ์มติชน

https://www.facebook.com/mr.thealbum/

crhttps://ruk-health.com/milk-corn

Load More Related Articles
Load More By likepost
Load More In สุขภาพ