เรื่องสั้นแฝงข้อคิด “… ลื้อทำตามที่อั๊วสั่งเสียนะ เคล็ดลับความรวยมีไม่กี่ข้อเอง…”

20 second read
ปิดความเห็น บน เรื่องสั้นแฝงข้อคิด “… ลื้อทำตามที่อั๊วสั่งเสียนะ เคล็ดลับความรวยมีไม่กี่ข้อเอง…”
0
62

เรื่องสั้นแฝงข้อคิด “… ลื้อทำตามที่อั๊วสั่งเสียนะ เคล็ดลับความรวยมีไม่กี่ข้อเอง…”

เจ้าสัวพันล้าน ก่อนตาย…ทิ้งมรดกหลายพันล้าน ให้ลูกชายคนเดียว พร้อมทิ้ง Key Note เอาไว้ใน iPad ว่า…

“อาตี๋… ลื้อทำตามที่อั๊วสั่งเสียนะ เคล็ดลับความรวยมีไม่กี่ข้อเอง…”

ข้อ 1. ไปทำงานอย่าโดนแดด

ข้อ 2. กินอาหารให้อร่อย

ข้อ 3. บัญชีไม่ต้องทำ

ข้อ 4. กลับบ้านดึกๆ

…………………………………………

อาตี๋… ก็ทำตาม สองปีต่อมา สมบัติหลายพันล้านสูญเกลี้ยง

อาตี๋… จุดธุปส่งไลน์ไปต่อว่าเตี่ย..

” เตี่ย… ผมทำตามที่เตี่ยบอกทุกอย่าง

แล้วทำไมถึงหมดตัว … เตี่ยทำให้ผมหมดตัวนะ… “

เจ้าสัว… รีบไลน์ตอบกลับมาบอก อั้ยย่ะ..!!!

เค้าเป๋ ลื้อ” … เข้าใจผิดหมด ฟังอั๊วให้ดีน๊ะ ไอ้ตี๋…

ข้อ 1.ไปทำงานอย่าโดนแดด อั๊ว” หมายถึง…

พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ลื้อ” ต้องไปก่อนพนักงานมา เพื่อเค้า…จะได้เอาเป็นแบบอย่าง

ลูกน้อง..จะทำตามแบบเรา ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง ลื้อ” เข้าใจมั้ย.??

ลื้อ” เล่นไปทำงานเอาเย็นๆ ฉิกหาย ลูกน้อง..ก็พลอยขี้เกียจไปล่วย

ข้อ 2.กินอาหารให้อร่อยๆ อั๊ว” หมายถึง…

ไม่หิว” อย่ากิน ให้หิว” แล้วหากินอาหารอะไรก็ได้ กินอะไรมันก็จะอร่อย

ไม่ใช่… ให้ลื้อไปกินหูฉลาม กินอาหารโรงแรม ทุกวันแม้แต่เวลาอิ่ม

ลื้อ” ก็ไปกิง อย่างนี้ฉิกหายน๊ะ .. กินล้างผลาญ…

ข้อ 3. บัญชีไม่ต้องทำ อั๊ว” หมายถึง…

ให้ค้าขายแต่เงินสด ไม่ขายเงินเชื่อ เลยไม่ต้องทำบัญชี… ไม่ใช่ขายเชื่อ “

แล้วยังไม่ทำบัญชี แบบนี้ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

ข้อ 4.กลับบ้านดึกๆ อั๊ว” หมายถึง…

รอพนักงานกลับหมดก่อน จะได้ปิดร้าน ดูให้ดีๆ ปิดไฟปิดน้ำปิดประตูหมดหรือยัง.?? ให้รอบคอบ

ไม่ได้ให้ลื้อ” ไปเที่ยวกินเหล้าทุกวัน… เที่ยวผู้หญิง เที่ยวเล๊าท์

แบบนี้… ไม่ล่มจมก็ไม่รู้จะว่ายังไง.?? แล้ว… อาตี๋ เค้าเป๋เอ้ย..!!

ลื้อ” หาเงินใหม่เองก็ละกัน… อั๊ว” ไปล่ะ..!! นางฟ้ามาเรียกอั๊ว” แล้ว..

อ้อ… ลื้อ” ดูแลปรณิบัติแม่ลื้อ” ให้ดีๆ น๊ะ …

อย่าเพิ่งให้แม่ลื้อ” รีบตามมาอยู่… กับอั๊วล่ะ… “

.

.

คนเกิดมาแตกต่างกัน เพราะเหตุใด

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า ทำไม ทำมา ทำไป เสียก่อน

คำว่า ทำไม เป็นคำถามที่ทุกคน ใช้ถามกัน เมื่อเกิดความสงสัย ในสิ่งต่างๆ ในโลก จึงมีการศึกษาค้นคว้า หาความจริง ค้นหาเหตุ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีปัญญามากน้อยต่างกัน แต่ก่อนข้าพเจ้าเอง ก็มีความสงสัยว่า ทำไม เราจึงเกิดมาเป็นมนุษย์ หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจนเข้าใจ ในพระธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ที่มนุษย์และสัตว์ เกิดมาเพราะ “กฎแห่งกรรม” คิดดี พูดดี ทำดี เรียกว่า กรรมดี คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เรียกว่า กรรมชั่ว ซึ่งหมายถึง การกระทำทางกาย วาจา ใจ ของเรานั่นเอง กรรมส่งผลให้เกิดมาเป็นมนุษย์หรือสัตว์ มีความทุกข์ความสุข ที่แตกต่างกัน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไม” เราจึงเป็นอย่างนี้ แต่ทำไมคนอื่นถึงเป็นอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะตอบคำถามของท่านทั้งหลาย ที่ยังมีความสงสัย ในเรื่องต่างๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

คำว่า ทำมา หมายความว่า ที่เราได้เกิดมาชาตินี้จะทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่กับการที่เราได้ทำกรรมดี กรรมชั่วมาในอดีตชาติ จึงส่งผลมาให้เราได้รับในชาตินี้

คำว่า ทำไป หมายความว่า เราทำกรรมดี กรรมชั่วในชาตินี้ จะส่งผลให้เราไปเกิดใน ชาติหน้า จะไปเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ หรือเกิดเป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่กับการทำกรรมดี กรรมชั่วของเราเอง

๑. คำถาม ทำไมคนจึงมีคู่ครองดีชั่ว ต่างกัน เพราะเหตุใด

คำตอบ เพราะในอดีตชาติ เขาเหล่านั้น ทั้งหญิงและชาย ประพฤติชั่ว เป็นคนเจ้าชู้ ไม่ซื่อสัตย์ นอกใจสามีหรือภรรยาของตน กินเหล้าเมายา เล่นการ- จิตใจโหดร้าย ทารุณ ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ เอารัด เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่รับผิดชอบคนในครอบครัวเป็นต้น เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ได้รับความทุกข์ทรมานมากเกิดความโกรธแค้น อาฆาต พยาบาท ปองร้าย และจองเวรกันขึ้น ไปเกิดชาติใดก็ตาม ก็จะแก้แค้นให้สมความเจ็บปวดที่ได้รับอยู่นี้ เมื่อหญิงหรือชายเหล่านั้น มาเกิดในชาตินี้ จึงมีสามี ภรรยาที่มีความประพฤติชั่ว เจ้าชู้ ไม่ซื่อสัตย์ และเป็นศัตรูกัน จะอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข บางคู่ ทนทุกข์ทรมานไม่ได้ ก็เลิกร้างกันไป บางคู่ก็ต้องทนทุกข์ทรมาน จนกว่าจะตายจากกัน บางคู่สามี เป็นคนดี ภรรยา เป็นคนชั่ว บางคู่ สามีเป็นคนชั่ว ภรรยาเป็นคนดีทั้งสองคู่นี้ก็มีความทุกข์พอๆ กัน บางคู่ เป็นคนดีทั้งสามีภรรยา ก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข ตามกฎแห่งกรรมที่แต่ละคู่ได้ทำไว้ในอดีตชาติ ดังที่เราได้เห็นในสังคมปัจจุบันนี้ เพราะเขาทำมา

ถ้าผู้ใดต้องการมีสามี ภรรยาที่ดี ในชาติหน้า จะต้องประพฤติดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ประพฤติผิดครรลองคลองธรรม มีความรัก ความสงสาร ให้กับสามี ภรรยาของตน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โหดร้ายทารุณ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กับพ่อแม่และญาติพี่น้องของกันและกัน รับผิดชอบคนในครอบครัวเป็นอย่างดี มีความเมตตา กรุณาเป็นคุณธรรมประจำใจ ผู้ใดประพฤติได้ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ไปเกิดชาติหน้าก็จะมีสามี ภรรยาที่ดี จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อย่างแน่นอน เพราะเขาทำไป

๒. คำถาม ทำไมบางครอบครัวมีลูกดี บางครอบครัวมีลูกชั่ว เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ที่มีลูกเป็นคนชั่วเพราะในอดีตชาติ เขาเหล่านั้น เป็นลูกที่ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ทำความเดือดร้อนให้พ่อแม่อยู่เสมอๆ ทำผิดกฎหมาย ผิดครรลองคลองธรรม พ่อแม่ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน ระทม ขมขื่นในจิตใจตลอดเวลา จนกว่าจะตาย จากกัน เมื่อเขาเหล่านั้นเกิดมาในชาตินี้จึงมีลูกที่ไม่ดี นี่เป็นเพราะเขาได้ทำชั่วไว้กับพ่อแม่ในอดีตชาติ เกิดมาชาตินี้ จึงมีลูกไม่ดีเพราะเขา ทำมา

ส่วนผู้ที่มีลูกเป็นคนดี เพราะในอดีตชาติ เขาเหล่านั้นเป็นลูกที่ดี ไม่ดื้อรั้นเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครู อาจารย์ประพฤติตนเป็นคนดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีความกตัญญู กตเวทีต่อพ่อแม่ ครูอาจารย์ เมื่อเขาเหล่านั้น เกิดมาในชาตินี้ จึงมีลูกที่ดี นี่เป็นเพราะกรรมดีที่เขาทำไว้กับพ่อแม่ เกิดมาในชาตินี้จึงมีลูกที่ดีเพราะเขาทำมา

ผู้ใด ต้องการมีลูกที่ดีในชาติหน้า จะต้องประพฤติตนเป็นคนดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครู อาจารย์ สร้างชื่อเสียงให้พ่อ แม่ วงศ์ตระกูล ไม่ประพฤติผิดกฎหมาย ผิดครรลองคลองธรรม และจารีตประเพณี ไปเกิดในชาติหน้าจะมีลูกที่ดี เพราะกรรมดีที่เขาเหล่านั้น ทำไป

๓. คำถาม ทำไม คนจึงมีรูปร่างหน้าตาสวยงามต่างกัน เพราะเหตุใด

คำตอบ เพราะในอดีตชาติ ผู้ที่ไม่นำศีลมารักษากาย วาจา ให้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่งดเว้นทำความชั่ว ตามศีลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บัญญัติไว้ มีศีล๕ ศีล๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ กาย วาจาจึงไม่สะอาด เกิดมาชาตินี้จึงมีรูปร่างหน้าตาไม่สวยงามเพราะ เขาทำมา

ผู้ใดต้องการจะมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ในชาติหน้า ต้องนำศีล๕ ศีล๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ มารักษากาย วาจา ให้สะอาดปราศจากความชั่วตามสมควรแก่ตนในชาตินี้ เมื่อไปเกิดชาติหน้า จะมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เพราะเขา ทำไป

๔. คำถาม ทำไม คนเกิดมาจึงหูหนวก และเป็นใบ้ เพราะเหตุใด

คำตอบ เพราะในอดีตชาติ เขาเหล่านั้น เป็นคนดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง คำสั่งสอนของพ่อ แม่ กลับโต้เถียง ดุด่าท่าน รวมทั้งครูอาจารย์ และไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า กลับดูถูก เหยียดหยาม ประณามต่างๆ นานา ด้วยวาจา ที่หยาบคาย เขาเหล่านั้นฟังความดีไม่รู้เรื่อง และพูดความดีไม่เป็น เป็นเหตุให้เกิดมาในชาตินี้ จึงเป็นคนหูหนวก และเป็นใบ้เพราะ เขาทำมา

ผู้ที่เกิดในชาตินี้ เป็นคนดี เชื่อฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า และพ่อแม่ ครูอาจารย์ พร้อมทั้งได้ประพฤติปฏิบัติตาม โดยคิดดี พูดดี ทำดี มีความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณ เมื่อไปเกิดชาติหน้า จะเป็นคนสมบูรณ์ ไม่หูหนวก และไม่เป็นใบ้ เพราะเขา ทำไป

๕. คำถาม ทำไมคนจึงโง่ และฉลาดต่างกัน เพราะเหตุใด

คำตอบ เพราะในอดีตชาติเขาเหล่านั้นเป็นคนไม่สนใจ ไม่มีสมาธิฟังคำสอน ดูถูกเหยียดหยามคำสอน ของพ่อแม่ ครูอาจารย์ ไม่ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชอบดื่มสุรา เครื่องดองของเมา ขาดสติปัญญา ทำความชั่วต่างๆ เกิดมาชาตินี้จึงเป็นคนโง่เขลา เบาปัญญา เพราะเขา ทำมา

ถ้าผู้ใดต้องการเป็นคนที่เฉลียวฉลาด ในชาติหน้า ต้องตั้งใจ ฟังพระธรรมคำสั่งสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพ่อ แม่ ครูอาจารย์ แล้วปฏิบัติตาม เช่นฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบ เป็นการฝึกสติให้ควบคุมจิตให้คิดแต่เรื่องที่ดี ควบคุมวาจาให้พูดแต่เรื่องที่ดีมีประโยชน์ ควบคุมกายให้ประกอบแต่กรรมดี ให้วิทยาทาน คือให้วิชาความรู้แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้ธรรมทานบ้

าง เท่าที่จะสามารถให้ได้ เพื่อให้เขารู้จักผิดชอบชั่วดี ผู้ใด ปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ต่อไปในชาติหน้าท่านจะได้เป็นคน มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาดอย่างแน่นอน เพราะเขา ทำไป

๖. คำถาม ทำไมคนรวยแล้วก็จน คนจนแล้วก็รวย เพราะเหตุใด

คำตอบ คนที่เกิดมาในชาตินี้ร่ำรวย เพราะเขาได้ให้ทานมามากในอดีตชาติ บางคนรวยไม่นานก็จน เพราะในอดีตชาติ เขาให้ทานจริง แต่ทรัพย์สมบัติ เงินทองที่ให้ทานนั้นได้มาโดยทุจริต เช่น ฉกชิง วิ่งราว จี้ ปล้นทรัพย์ ของผู้อื่นหรือ หลอกลวง คดโกง ทุจริต คอรัปชั่นงบประมาณแผ่นดิน เป็นต้น แล้วนำมาให้ทาน โดยการนำมาสร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาลให้กับผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้นเพื่อให้ได้หน้าได้ตาในสังคม และเพื่อปกปิดความชั่ว ที่ทุจริต คดโกง ทรัพย์สมบัติผู้อื่นมา เขาทำทั้งความดีและความชั่วในขณะที่มีชีวิตอยู่ ก่อนที่เขาจะขาดใจตาย เขาคิดถึงความดี คือการให้ทานก่อน เมื่อเกิดมาชาตินี้ เขาจึงมีฐานะร่ำรวย แต่จะมีความสุขกับทรัพย์ไม่นาน กรรมชั่วที่ทำไว้จะส่งผลให้ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่หมดไป จากการถูกโกง ถูกปล้น ถูกจี้ ถูกหลอกลวง และเสียโดยวิธีอื่นๆอีก ในที่สุดเขากลายเป็นคนจน เพราะเขา ทำมา

คนที่เคยจนแล้วรวยภายหลัง ในอดีตชาติ เขาเป็นคนดีแต่ยากจน เพราะให้ทานมาน้อย เมื่อได้ฟังคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าการให้ทานเป็นการสะสมทรัพย์สมบัติ เกิดไปชาติหน้าจะเป็นคนรวยได้ เขาจึงพยายามแบ่งปันทรัพย์สมบัติ ที่มีอยู่ให้กับคนที่ควรให้ได้แก่ พ่อ แม่ พระภิกษุ สามเณร และผู้ที่ยากไร้แต่เป็นคนดี มีทรัพย์น้อยก็แบ่งให้ทานน้อย ตามกำลังทรัพย์ แต่ไม่ให้เดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเขามีอายุ ๗๐ ปี เขาเริ่มให้ทานเมื่ออายุ ๒๐ ปี จนอายุครบ ๗๐ ปี เขาได้ให้ทานมาเป็นเวลา ๕๐ ปี เขาได้สะสมทรัพย์ไว้ มากน้อยเท่าใด เขาเป็นคนรู้ เพราะเขาเป็นคนทำ เมื่อเกิดมาในชาตินี้ ๒๐ ปี แรก เขาจะเป็นคนจน อีก ๕๐ ปีหลังต่อมาเขาจะเป็นคนรวย เพราะเขา ทำมา

ถ้าผู้ใดต้องการมีฐานะร่ำรวย ไม่ยากจน ขอให้หาทรัพย์สินเงินทองด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต แล้วนำมาแบ่งปันให้ทาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ทำเพื่อเอาหน้าและไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ในเมื่อทรัพย์สินเงินทองได้มาด้วยความบริสุทธิ์เกิดไปชาติหน้า ผู้นั้นจะเป็นคนรวยตลอดชีวิตเพราะเขา ทำไป

๗. คำถาม ทำไมคนเกิดมา

อายุสั้นต่างกัน เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ที่เกิดมาในชาตินี้ อายุสั้นเพราะในอดีตชาติ ได้ฆ่าสัตว์ต่าง ๆ มามาก เช่น ฆ่ามนุษย์ และสัตว์อื่น ๆ ผู้ใดที่เกิดมาในชาตินี้ มีอายุที่ยืนยาว เพราะในอดีตชาติ ไม่ได้ฆ่ามนุษย์หรือสัตว์ใหญ่ ๆ เคยฆ่าเพียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยเท่านั้น จึงมีชีวิตอยู่ได้นานตามอายุขัย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แจ้งเห็นจริง ว่ามนุษย์ที่เกิดมา มีอายุไม่เท่ากัน เพราะกฎแห่งกรรม พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติศีลข้อที่ ๑ คือ ห้ามฆ่าสัตว์ ไว้ให้มนุษย์กำหนดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เพราะการฆ่าสัตว์เป็นการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง ตัวอย่างเช่นในอดีตชาติ นาย ก. มีอายุขัย ๖๐ ปี ต่อมาเมื่อนาย ก.อายุได้ ๔๐ ปี นาย ก.ก็ถูกนาย ข. ฆ่าตาย ก่อนอายุขัย ๒๐ ปีกฎแห่งกรรมนี่เองที่นาย ข.จะต้องมาชดใช้หนี้ชีวิตให้นาย ก. เมื่อ นาย ข. เกิดมาในชาตินี้ นาย ข.จึงอายุสั้นลง ๒๐ ปี ถ้านาย ข.ฆ่าหลายๆ คน เป็นหนี้ชีวิตคนละหลายปี นาย ข.ก็อายุสั้นลงอีก ตามที่ นาย ข.ได้กระทำ เมื่อนาย ข. เกิดมาอาจจะอายุสั้นมาก เกิดมา ๑ วัน หรือ ๑ ปีก็ตายได้ ตามกรรมที่ทำไว้หรืออาจไม่ได้เกิดเลย ตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็มีเพราะถือว่าเขาได้ ทำมา

ส่วนผู้ใดต้องการที่จะมีอายุยืนยาว ต้องนำศีลข้อที่ ๑ คือ ห้ามฆ่าสัตว์ มารักษากาย ให้สะอาดบริสุทธิ์ มีธรรมประจำใจ คือ มีเมตตากรุณา มีความรัก ความสงสาร ช่วยเหลือให้สัตว์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างสุขสบาย เมื่อผู้ใดมีทั้งศีลทั้งธรรม ประจำใจ เกิดไปชาติหน้า ผู้นั้นจะมีอายุยืนยาว เพราะเขา ทำไป

ดังจะเห็นในสังคมปัจจุบัน บางคนเกิดมาตายในวันแรก บางคน มีอายุ ๑ ปี, ๒ ปี, ๕ ปี, ๑๐ ปี, ๒๐ ปี, ๕๐ ปี,๘๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี จึงเสียชีวิตก็มีแตกต่างกันไป แต่บางคนเกิดมาก็มีโรคภัยติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็มี บางคนพออายุมากขึ้น จึงมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่บางคนไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แม้อายุมากแล้วจนถึงวันตายก็มี ความจริงเหล่านี้เราสามารถพิสูจน์ได้จากมนุษย์ที่เกิดมาร่วมกันในโลกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมีพระเมตตา ห่วงใยมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ที่เกิดมาแล้ว ถ้าทำแต่กรรมชั่ว เมื่อไปเกิดในชาติหน้า จะพบแต่ความทุกข์ทรมานหาความสุขไม่ได้เลย พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอนให้มนุษย์ละชั่วประพฤติดี และทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีมากมาย ผู้ใดสนใจ พิจารณาไตร่ตรอง แล้วนำมาปฏิบัติตาม ผู้นั้นก็จะเห็นสัจธรรม คือความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่าน และศึกษาเรื่องนี้จนเข้าใจแล้วท่านคงไม่มีคำถามว่า “ทำไม” อีกต่อไป

แต่บางคน ที่ยังไม่เข้าใจ ก็ขอสาธยายต่อไปอีก เช่น บางคนสงสัยว่า ทำไมมนุษย์เกิดมา จึงหูหนวก ตาบอด แขนขาด ขาขาด พิกลพิการ มาแต่กำเนิด หรือมาพิกล พิการ เมื่อโตแล้ว เมื่อแก่แล้วบ้าง เพราะเหตุใด ก็ด้วยเหตุที่มนุษย์ ทำกรรมชั่วมาแตกต่างกัน ต่างกรรม ต่างวาระ ผู้ใดทรมานมนุษย์และสัตว์ เช่น ทำให้มนุษย์และสัตว์ หูหนวก ตาบอด แขนขาด ขาขาด พิกลพิการ เป็นต้น ก็จะได้รับกรรมที่ทำมาจากอดีตชาติเช่น บางคนแขนขาด ขาขาด ตาบอด หูหนวกมาตั้งแต่เกิด บางคนมาเป็นเอาเมื่อโตแล้ว หรือตอนแก่ ดังที่ได้ทำกรรมชั่วเอาไว้จากอดีตชาติแตกต่างกันไป ผู้ใดเบียดเบียนความสุขของผู้อื่นเช่นฉกชิงวิ่งราว จี้ปล้นทรัพย์ของผู้อื่นมามากหรือน้อย เกิดมาชาตินี้ก็จะถูกฉกชิง วิ่งราวมากน้อยตามกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ บางคนมีทรัพย์สมบัติเพียงเล็กน้อยก็ถูกเบียดเบียน เช่นเดียวกัน ดังที่ท่านทั้งหลายได้พบเห็นในสังคมมนุษย์ปัจจุบัน

๘. คำถาม ทำไมบางคนตั้งใจเรียน แต่เรียนไม่จบ เพราะเหตุใด

คำตอบ คนที่เรียนไม่จบมีสาเหตุหลายประการ ประกอบด้วย

.เกิดมาชาตินี้เป็นคนโง่เขลา เบาปัญญา เพราะในอดีตชาติ เป็นคนชอบดื่มสุรา เสพยาเสพติดและของมึนเมา ทำให้ขาดสติ เกิดมาชาตินี้ จึงเป็นคนโง่ เป็นเหตุให้เรียนไม่จบ เพราะเขาทำมา

. เป็นเพราะอดีตชาติ เคยห้ามหรือ กีดขวางไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือหลายคน เรียนหนังสือ หรือเรียนวิชาชีพอื่นๆ เพราะหลงในความเป็นใหญ่ของตนในขณะนั้น เกิดมาชาตินี้ ถึงแม้เป็นคนฉลาด ก็เรียนไม่จบเพราะกรรมชั่วที่ขัดขวางการศึกษาของผู้อื่น ผลจึงส่งมาให้ชาตินี้เรียนไม่จบ ถึงแม้จะเกิดในตระกูลที่ฐานะร่ำรวยก็ตาม เพราะเขาทำมา

ชาตินี้ผู้ใด ประพฤติตนเป็นคนชั่ว ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ คบคนชั่วเป็นมิตร เป็นนักเลงผู้หญิง เป็นนักเลงการ- เป็นนักเลงสุรา ไม่สนใจการเรียน จึงเรียนไม่จบ เป็นความชั่วที่สร้างขึ้นในชาตินี้ ไปเกิดชาติหน้าก็เป็นคนโง่เรียนไม่จบ เพราะเขาทำไป

๙. คำถาม ทำไมบางคนมีที่อยู่อาศัย บางคนไม่มีที่อยู่อาศัย เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ที่มีบ้านอยู่อย่างสุขสบาย เพราะในอดีตชาติ เขาเสียสละทรัพย์สินเงินทอง สร้างวัดวาอาราม สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน และเสียสละให้บ้านเป็นที่พักพิง ของผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นต้น เกิดมาในชาตินี้เขาจึงมีบ้านหลายหลัง อยู่อย่างสุขสบายเพราะเขาทำมา

ส่วนผู้ที่ไม่มีบ้านเรือน หรือที่อยู่อาศัยในชาตินี้ เพราะเหตุในอดีตชาติ เป็นผู้ที่มีกิเลสหนา ปัญญาทึบ มีความโลภ ความโกรธ ความหลงมาก ถึงแม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ก็ยังมีความโลภ ต้องการให้ได้มากขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ไม่คิดที่จะแบ่งปันทรัพย์สินที่มีอยู่ ช่วยเหลือผู้อื่น หรือสร้างวัดวา อาราม โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสาธารณประโยชน์อื่นๆ มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียว เกิดมาชาตินี้เขาจึงเป็นคนยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย เพราะเขาทำมา

ผู้ใดต้องการมีบ้านอยู่อย่างสุขสบายในชาติหน้า ขอให้ท่านจงสละแบ่งปันทรัพย์สินที่มีอยู่ สร้างสาธารณประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้ว มีทรัพย์น้อยก็แบ่งปันให้น้อยตามกำลัง ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ผู้ใดมีทรัพย์มากก็แบ่งปันให้มาก ให้อย่างเต็มใจ และบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด เพียงขอให้สิ่งที่บริจาคไปแล้วนั้น เกิดประโยชน์กับผู้รับก็พอใจแล้ว ไปเกิดชาติหน้าก็จะมีที่อยู่อาศัย เพราะเขาทำไป

๑๐. คำถาม ทำไมคนจึงไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินมาก น้อย แตกต่างกัน เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ที่มีที่ดินมากในชาตินี้ เพราะในอดีตชาติได้บริจาคที่ดินให้วัด ให้โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการต่างๆ บริจาคที่ดินสร้างถนนหนทาง ให้เป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม เพื่อความเจริญก้าวหน้า ของประเทศชาติ บ้านเมือง โดยไม่หวังผลตอบแทน เกิดมาชาตินี้เขาจึงมีที่ดินมาก เพราะเขาทำมา

ส่วนผู้ที่ไม่มีที่ดินเลย ในปัจจุบัน เพราะในอดีตชาติเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว แม้มีที่ดินมากก็ยังไม่ยอมบริจาคให้กับวัดวาอาราม โรงเรียน โรงพยาบาล หรือ สาธารณะประโยชน์อื่นๆ และยังทุจริต คดโกงที่ดินของหลวง และของผู้อื่นมาเป็นของตน เกิดมาชาตินี้จึงไม่มีที่ดิน เพราะเขาทำมา

ผู้ใดอยากมีที่ดินในชาติหน้า ขอให้ท่านบริจาคที่ดินให้กับสาธารณะประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้ที่ไม่มีที่ดินจะบริจาค ก็ขอให้มีส่วนร่วมซื้อที่ดินกับผู้อื่น เช่น วัดวาอาราม โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสาธารณะประโยชน์ ที่ใดมีการขยายพื้นที่ ก็บริจาคทรัพย์ เพื่อร่วมซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นทีละเล็ก ละน้อย บริจาคไปเรื่อยๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้น ไปเกิดชาติหน้า ผู้นั้นจะมีที่ดินเป็นของตนเอง จะมีมากหรือมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับการบริจาคของเขาเหล่านั้นในชาตินี้ เพราะเขาทำไป

๑๑. คำถาม ทำไมบางคนจึง ถูกปล้น ถูกจี้ ถูกลักทรัพย์ หรือถูกทำลายความสุข เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ที่ถูกปล้น ถูกจี้ ถูกลักทรัพย์ ถูกฉกชิงวิ่งราว ถูกโกง ถูกหลอกลวง เอาทรัพย์สินเงินทองไปในชาตินี้ เพราะในอดีตชาติเขาเหล่านั้น เคยเป็นโจรมาก่อน คือเคยไปปล้น จี้ ฉกชิงวิ่งราว หลอกลวง คดโกงเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตน เมื่อเกิดมาในชาตินี้ ผลของการทำกรรมชั่วส่งผลให้ เขาเหล่านั้น ได้รับความทุกข์ทรมานใจ และเสียทรัพย์สินเงินทองเพราะถูกปล้นจี้ ฉกชิงวิ่งราว ทั้งๆที่ชาตินี้ไม่เคยไปปล้น จี้ ฉกชิงวิ่งราว ทรัพย์สมบัติของผู้ใดเลยก็ตาม ด้วยกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาติก่อนๆ เกิดมาชาตินี้เขาจึงถูกปล้น จี้ ฉกชิงวิ่งราว เอาทรัพย์สินเงินทองไป เพราะเขาทำมา

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้แจ้งเห็นจริงว่ามนุษย์ที่เกิดมาในชาตินี้ ต้องทุกข์ทรมาน จากผลกรรมที่ทำมาในอดีตชาติ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติศีลข้อที่ ๒ คือ ห้ามลักทรัพย์ ไว้ให้มนุษย์นำมารักษา กาย วาจา ให้สะอาดบริสุทธิ์ และมีธรรมประกอบศีลข้อที่ ๒ คือ การประกอบอาชีพสุจริต ไม่ปล้น จี้ ฉกชิงวิ่งราว หรือทุจริตคดโกง เอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเลี้ยงตนและครอบครัว ถ้าผู้ใดนำศีลข้อที่ ๒ มารักษากาย วาจา และมีธรรมข้อที่๒ ประจำใจ ไปเกิดชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป จะไม่ถูกปล้น จี้ ฉกชิงวิ่งราว ทรัพย์สมบัติใดๆ จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ไม่เดือดร้อน เพราะเขาทำไป

๑๒. คำถาม ทำไมบางคนจึงฟังธรรมเข้าใจและปฏิบัติตามได้ถูกต้อง เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ใดฟังธรรมแล้วเข้าใจ เพราะในอดีตชาติ ผู้นั้นนับถือพระพุทธศาสนา สนใจในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา คือ ละชั่วประพฤติดี ทำจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยการฝึก การให้ทาน ฝึกการนำศีลมารักษา กายวาจา ฝึกการเจริญสมาธิ ฝึกการวิปัสสนา คือพิจารณาพระธรรมคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จากผู้รู้ ครู อาจารย์ รวมทั้งศึกษาจากตำรา ว่าคำสอนใดสมควรแก่ตน แล้วจึงนำมาพิจารณาไตร่ตรอง ปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดปัญญา คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดมาในชาตินี้ เขาเหล่านั้นจึงมีความเชื่อมั่น ความศรัทธา มีในพระพุทธศาสนา จึงฟังธรรมเข้าใจ และยังนำมาปฏิบัติต่อไปได้อีก เพราะเขาทำมา

แม้ในชาตินี้ ก็ยังเป็นคนฉลาด รู้ ผิด ชอบ ชั่วดี เป็นคนมีเหตุมีผลที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ประกอบแต่กรรมดี ไม่ยอมทำความชั่วแม้ตัวจะตายก็ตาม ตลอดทั้ง ตั้งใจมั่น ที่จะชำระกิเลสทุกภพ ทุกชาติ เขาเหล่านั้นจึงมีโอกาส ที่จะเข้าสู่แดนวิมุตหลุดพ้นในชาติใด ชาติหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะเหตุที่เขาทำไป

๑๓. คำถาม ทำไมบางคนจึงฟังธรรมไม่เข้าใจและปฏิบัติตามไม่ได้ เพราะเหตุใด

คำตอบ ผู้ใดที่ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า (ฟังเทศน์) ไม่เข้าใจในชาตินี้ เพราะในอดีตชาติผู้นั้นไม่ได้นับถือพุทธศาสนา หรือนับถือตามประเพณี แต่ไม่สนใจในคำสอนของพระพุทธองค์ สนใจและเรียนรู้แต่ทางโลก เก่งหลายวิชาอาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโลก ลุ่มหลงมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ยึดติดใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสธรรมารมณ์ สังคมยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนดี คนเก่ง เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว ส่วนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่สนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตาม เมื่อเกิดมาในชาตินี้เขาจึงฟังธรรมไม่เข้าใจ และปฏิบัติตามไม่ได้ เพราะเขาทำมา

ผู้ใดอยากรู้เรื่อง และเข้าใจพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามได้ ขอให้พยายามศึกษาหาความรู้ จากผู้รู้ ครู อาจารย์ วันละเล็ก วันละน้อย เกิดมีปัญญามากขึ้น ที่จะเข้าใจในคำสอนและปฏิบัติตามได้ถูกต้องตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไปเกิดในชาติหน้า ผู้นั้นจะเข้าใจในพระธรรม คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า และปฏิบัติตามได้ เป็นผู้รู้ ผู้มีปัญญา เพราะเขาทำไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://board.palungjit.com

ขอบคุณภาพจาก chakrabhand.org

cr.ww.chilljungloei.com/ธรรมะ/เกิดมาชาตินี้จะทุกข์หร/

ทำบุญอย่างไรให้ถูกทาง ทำทานอย่างไรให้รวยทันตาเห็น โดยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เรื่องนี้เป็นเมตตาของครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทยโดยเอาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ที่สอนไว้ว่า คนใดก็ตามที่อยากมีความสุข เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ขจัดทุกอุปสรรคและวิบากกรรมไม่ดี หมั่นทำทาน 3 อย่างเป็นสำคัญคือ วัตถุ

ทาน ธรรมทาน และอภัยทาน

– วัตถุทาน หรือ อามิสทาน คือ การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทานที่เกิดผลดีต่อผู้รับ

– ธรรมทาน คือ การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน คำว่า “ธรรม” ในที่นี้ หมายถึงความรู้ที่เขารู้ แล้วช่วยเขาจะพ้นทุกข์ได้ ซึ่งทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือเราให้ความรู้โดยตรงกับผู้รับ ทางอ้อมก็คือ มีส่วนร่วมในการให้ธรรมทานนั้น ช่วยพิมพ์หนังสือธรรมทาน ช่วยแจกเป็นธุระจัดการก็เข้าข่ายในการให้ธรรมทานเช่นกัน

– อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน การให้อภัยทานนั้นยากที่สุดในทานทั้งหมด แต่ให้ผลบุญมากที่สุดด้วย ตอนแรกอาจจะยากสำหรับใครบางคน ขอให้ใช้เรื่องพรหมวิหาร 4 เป็นตัวช่วย คือ เริ่มจากมีเมตตาต่อคนหรือสัตว์ที่เราจะให้อภัย เมื่อมีเมตตาจะไปต่อที่กรุณา จากกรุณาก็จะถึงจุดของมุทิตา คือ ยินดีที่เขามีความสุขที่เราให้อภัย สุดท้ายคือ อุเบกขา วางนิ่งเฉยไม่ทุกข์ ไม่สุขปล่อยให้กรรมนั้นดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม

การให้อภัยทานต้องให้อภัยโทษ ยอมรับขมาแบบจริงใจหมดจด ให้อโหสิกรรมทั้งใจ ไม่มีติดค้าง ไม่มีหลบซ่อนความโกรธ ความอาฆาตแม้แต่น้อย มีชีวิตที่ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์และอมนุษย์ มีชีวิตที่สว่างอยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตาให้ผู้อื่นทั้งกลางวัน กลางคืน

ด้วยทาน 3 อย่างนี้ถ้าใครทำได้ครบถ้วนในทุกวัน รับรองว่าไม่เกิน 1 เดือนชีวิตของท่านที่ได้ทำจะเปลี่ยนไป และทำแบบต่อเนื่องไม่มีหยุด ไม่ประมาทในบุญ ชาตินี้มีความสุข พบแต่เรื่องดีๆ ตลอดชาติแน่ เพราะได้พิสูจน์มาแล้วด้วยตัวของผู้เขียนเอง และคนใกล้ชิดที่ไปลองทำแล้วเกิดผลดีทุกคน สำหรับการให้ทานที่ถูกต้องและได้บุญมาก มีอยู่ 3 องค์ประกอบที่ทุกคนทำได้ง่ายดายมาก คือ

– วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ หมายถึง วัตถุหรือเงินที่ซื้อวัตถุทานนั้น เป็นเงินที่มาจากการทำงานที่สุจริต ไม่ไปเบียดเบียน กรรโชก คดโกงใครมา ยิ่งมาจากน้ำพักน้ำแรง จากความยากลำบากยิ่งจะมีอานิสงส์มากเพราะเจตนานั้นสูงมาก

วัตถุทานนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากที่จะได้บุญมากเสมอไป ขอให้เงินบริสุทธิ์ ที่มาของวัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ แม้เพียงสลึงเดียวก็ได้บุญมากกว่าเงิน 10 ล้านของนักการเมืองที่โกงประเทศชาติมาหรือพ่อค้าที่โกงคนอื่นมา

สำหรับการให้วัตถุทานนั้น มี 3 ประเภทและมีอานิสงส์แตกต่างกันที่เราควรรู้ไว้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้ แบ่งออกเป็น

ทาสทาน หมายความว่า การให้ของที่เลวกว่าที่เรากิน หรือของที่เลวกว่าที่เราใช้

สหายทาน หมายความว่า การให้ของเสมอที่เรากินอยู่ หรือที่เราใช้อยู่

สามีทาน หมายความว่า การให้ของที่ดีกว่าที่เรากินที่เราใช้อยู่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องของทาสทาน การทำทานหรือให้ของที่เลวกว่าที่เรากิน หรือเราไม่ใช้แล้ว ถึงจะมีอานิสงส์แต่ก็อยู่ในความลำบาก ในสมัยพุทธกาล ท่านอาฬวีเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์ แปดสิบโกฏิ ถ้าเทียบในสมัยก็ประมาณเจ้าสัวใหญ่ที่มีเงินเป็นแสนๆ ล้านโน่น

พระราชาจึงตั้งท่านอาฬวีเป็นมหาเศรษฐี ที่แปลว่า ใหญ่กว่าเศรษฐีทั้งปวง ทั้งนี้เป็นเพราะในอดีตชาติได้ทำทานไว้มาก แต่น่าเสียดายที่ทานที่แกทำมาตลอดนั้นเป็นของเลว เป็นของที่คัดออกมาแล้วว่าแม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากใช้ แกเอาไปทำทาน

ดังนั้นในชาติต่อมา อานิสงส์ของการทำทานนั้น ส่งผลทำให้เป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองมากมายก็จริง แต่ว่าขอโทษที ท่านอาฬวีคนนี้อยู่อยากลำบากกายมาก ข้าวที่จะกินเม็ดสวยๆ ก็กินไม่ได้ ต้องกินข้าวหักหรือปลายข้าวจึงจะกินได้ กับข้าวต้องกินแต่ของที่เน่าเสียแล้ว หรือคนธรรมดาแทบกินไม่ได้

ของทุกอย่างที่แกใช้ทุกอย่างต้องเป็นของเลว ผ้าที่นุ่งก็ต้องนุ่งผ้าเก่า ใช้ผ้าใหม่ไม่ได้เลยเพราะมันคันไปหมดนอนไม่ได้ต้องคอยเกาอยู่ตลอดเวลา มีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากถึงแม้จะมีเงินทองมากมาย

ในบ้านเรา ก็มีเศรษฐีที่ทำทานแต่ของเลวมากมาย ถ้าเราสังเกตดูดีๆ เมื่อไม่นานมานี้ ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีคนรวยคนหนึ่ง มีเงินนับเป็นร้อยๆ ล้าน แต่ชีวิตของแกนั้นเหมือนกับท่านอาฬวีเศรษฐีทุกประการ

มีเงินทองมากมายแต่เป็นคนที่ตระหนี่ถี่เหนียวมากๆ ในเกือบทุกวัน คนรวยคนนี้ต้องกินข้าวต้มเม็ดเละๆ จากปลายข้าวที่เหลือจากการขายในร้าน เอามาต้มกินกับก้อนกรวดแช่เกลือ กินอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ไม่มีเงินนะ แต่ไม่ซื้อกิน เพราะใจมันมัวแต่คิดตะหนี่ขี้เหนียว ใจมันเสียดายอยู่ตลอดเวลา ทำให้แกเป็นโรคร้าย เพราะชั่วชีวิตนี้ไม่เคยกินอาหารดีๆ กับเขาเลย

เวลาแกเจ็บป่วยไปนอนโรงพยาบาล ลูกก็อยากให้พ่อได้กินผลไม้ดีๆ ไปซื้อมังคุดกิโลละ 30 บาทมาให้กิน คนรวยคนนี้แม้จะนอนเจ็บพูดแทบไม่ได้ แต่พอแกพอเห็นมังคุดที่ลูกเดินถือเข้ามาเท่านั้น

แกโกรธลูกมาก เหมือนลูกไปทำความผิดอะไรมาใหญ่โต แกด่าเสียเละเทะเลยว่า ไปซื้อมาทำไม เปลืองเงิน ด่าลูกจนลูกร้องไห้ แกด่าว่ามีลูกทั้งทีก็โง่เหมือนควาย ใช้เงินไม่เป็นทั้งๆ ที่ลูกนั้นตั้งใจดีเห็นพ่อป่วย อยากจะซื้อผลไม้ดีๆ มาปอกให้พ่อได้กินชื่นใจ มีความสุขในบั้นปลาย

คนรวยแบบนี้มีเงินมากก็จริง แต่ทั้งชีวิตไม่ได้รับสิ่งดีๆ เลย มีเงินเหมือนมีเศษกระดาษ มีทองเหมือนเป็นก้อนหิน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะทาสทาน คือ แกเคยทำทานด้วยของไม่ดีมาก่อนนั่นเอง

ดังนั้นจะขอแนะนำว่าเวลาที่จะทานควรพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยว่า เราให้ของที่ดีที่สุด ประณีตเท่าที่จะทำได้ในเวลานั้นหรือไม่

– ผู้ให้บริสุทธิ์ หมายถึง คนที่ให้มีเจตนาบริสุทธิ์ทั้งก่อนให้ ขณะให้และหลังการให้ ไม่คิดหวังผลตอบแทน ประเภททำบุญสิบบาทหวังถูกหวย 10 ล้าน ก็จะยากสักหน่อย เพราะหวังผลตอบแทน กิเลสตรงนั้นที่เกิดขึ้นจะเป็นลดทอนบุญที่ควรจะได้ลงไป เป็นอุปสรรคมาขวางทางบุญไว้

ที่บอกว่าเวลาที่ทำบุญแล้วควรทำใจให้สบาย ทั้งก่อนให้ทานนั้น หมายความว่า เรามีความตั้งใจที่จะทำบุญ เพื่อเผื่อแผ่ผู้อื่นให้มีความสุข เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรือง เป็นหลักชัยในการสั่งสอนคนให้ดี

กำลังให้ทานนั้น ใจของเราต้องไม่คิดอะไรไปวุ่นวาย บางคนกำลังให้ทาน จะชอบคิดสงสัยหรือวิตกว่า ของที่เรากำลังให้นั้นสมควรที่ผู้รับจะได้ไปหรือไม่ คิดว่าเขาจะเอาไปทำอะไร คิดมากจนจิตมันส่าย แทนที่จะนิ่งเพื่อให้ทานนั้นสำเร็จ เกิดบุญ กลับกลายเป็นว่าไปลดทอนกำลังบุญเสีย

และหลังการให้ทาน ไม่ควรเสียดาย หรือมีใจคิดฟุ้งซ่านไปอีก ประเภท ของที่เราให้ไปเมื่อตะกี้จะถึงวัด เขารับไปแล้วจะถึงวัตถุประสงค์ของเราหรือไม่ อย่าไปคิดแบบนั้น เมื่อให้ไปแล้วก็จบกันไป ถือว่าให้ขาดไปเลย

การอธิษฐานหลังทำบุญนั้นก็สำคัญ ควรที่จะอธิษฐานไปในทางดี เพื่อให้เรามีความสุข ความขัดข้องอุปสรรคต่างๆ ความไม่มี ความขัดสน อย่าเกิดในชีวิตก็พอ อย่าไปอธิษฐานแบบมีข้อแม้แบบขอไปด้วยในตัว

ประเภทว่า ขอให้บุญนี้ส่งผลให้ถูกหวย ส่งผลให้สอบได้ ส่งผลให้ขายนั่นขายนี่ได้ เจาะจงลงไปอย่างนั้นอย่างโน่น ตกลงเรามาทำบุญเพื่อละกิเลส สร้างกำลังใจที่จะเพียรทำความดี หรือมาทำบุญเพื่อการลงทุนกันเพื่ออะไรกันแน่

ขอแนะนำว่า ขอให้เพียรทำความดี ให้ทานโดยไม่หยุดยั้งเท่าที่เราจะทำได้ เมื่อถึงเวลาบุญจะทำหน้าที่ตามเหตุและปัจจัย บุญนั้นจะส่งผลให้เราอัศจรรย์ใจแน่นอน มีตัวอย่างมามากมาย

ผู้รับนั้นบริสุทธิ์ คือ ผู้รับนั้นยิ่งมีศีล เป็นคนดี บริสุทธิ์ มีความชอบธรรมมากเท่าใด บุญที่เราให้ก็จะเกิดผลมากขึ้นเท่านั้น ผู้รับที่บริสุทธิ์มาก เรียกว่า เป็นคนที่มีเนื้อนาบุญสูง สิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับ สำคัญที่จะทำให้เรามีความสุข ความเจริญ นำความร่ำรวยมาสู่ชีวิตได้ แบบยิ่งทำยิ่งรวยแน่นอน

ขอให้พึงสังเกตอะไรอย่างหนึ่ง คนรวยนั้นทำไมมักชอบทำบุญกับพระผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพกราบไหว้มากมาย ก็เพราะเขารู้ว่า ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ที่มีเนื้อนาบุญสูง พระผู้ใหญ่เหล่านี้เมื่อรับทานมาแล้ว ท่านจะรีบเอาปัจจัยเหล่านั้นไปสร้างบุญต่อ ทั้งสร้างโรงพยาบาล สร้างวัด หรือสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ สงเคราะห์คนหมู่มาก บุญนั้นก็ออกดอก ออกผลมากขึ้น

และผู้ที่ทำทานก็จะได้บุญมากขึ้นๆ เพราะ ทุกคนที่มาใช้บริการนั้น เขาจะรู้สึกขอบคุณ มีการโมทนาบุญนั้นตลอดเวลา จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้านไม่รู้จบ ครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่า “บุญงอก” ออกมา

หลายคนบอกว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านไหนมีเนื้อนาบุญสูง ท่านไหนบริสุทธิ์แค่ไหน ขอให้ดูที่วัตรปฏิบัติของท่านเป็นสำคัญ หรือถ้าไม่รู้ หรือไม่มีโอกาสได้ไปทำบุญกับท่าน แต่อยากได้บุญมากมีวิธีแบบง่ายๆ แต่ได้ผลเลิศ

ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า เวลาที่เราใส่บาตร ทำสังฆทานหรือทำบุญด้วยวิธีใดนั้น ขอให้อธิษฐานถวายแด่พระพุทธเจ้าไปเลย พระสงฆ์ที่ท่านกำลังรับนั้น ท่านเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ เราทำบุญกับพระพุทธเจ้าโดยตรง อานิสงส์ของบุญนั้นจะมากมายขนาดไหน ลองนึกเอา

และให้อธิษฐานในทุกวัน ขอให้ได้มีโอกาสทำบุญกับท่านที่มีเนื้อนาบุญสูง หรือผู้มีศีลกำกับ เพราะการทำบุญอย่างน้อยกับผู้มีศีลก็ได้บุญมาก มีวิธีการหนึ่งที่ดีมากขอเผยแพร่ ให้ทำกันเยอะๆ เวลาจะช่วยเหลือใคร ให้เงินใครหรือแม้แต่ลูก ให้พี่ให้น้อง ให้ใครก็ได้ และ สุดท้ายต้องปลื้มใจ ทั้งก่อนทำ กำลังทำ และหลังใจากทำไปแล้ว

อยากทราบให้มากกว่าเดิมว่า “ปลื้ม” คืออะไร?

คำว่าปลื้มเป็นคำทั่วไปที่เราใช้กันคุ้นเคยแต่ศัพท์ในพระพุทธศาสนาที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าปลื้มก็คงเป็นคำว่า “ปีติ”(ไม่ใช่ปิติ)

ปีติมี ๕ ประการ

ประการแรก ขุททกาปีติ หมายถึง ปีติเล็กน้อย ปีติชั่วครั้งชั่วคราว บางทีมีอาการขนลุกชูชัน น้ำตาซึมด้วยความยินดี

ประการที่สอง ขณิกาปีติ หมายถึง ปีติชั่วขณะ เช่น มีความรู้สึกซู่ซ่าขึ้นมาเหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบ

ประการที่สาม โอกกันติกาปีติ หมายถึง ปีติชั่วขณะ เป็นระลอก ๆ มีระยะความปีติยาวออกมาอีกนิดหนึ่ง เปรียบเสมือนคลื่นกระทบฝั่งเป็นระลอก ๆ

ประการที่สี่ อุพเพงคาปีติ หมายถึง ปีติ แบบโลดโผน คือ ปีติจนกระทั่งทำบางอย่างที่ไม่คาดฝันมาก่อน เช่น อุทานออกมาด้วยความปีติบางท่านเคยเห็นคนนั่งสมาธิตัวสั่น นั่นก็เป็นอาการของอุพเพงคาปีติ

ประการที่ห้า ผรณาปีติ หมายถึง ปีติซาบซ่าน เป็นปีติที่เกิดแล้วทำให้รู้สึกชุ่มชื่นใจและซาบซ่านไปทั้งตัว เป็นปีติที่น้อมนำใจให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ

บางครั้งปีติก็เป็นแบบผสมผสาน คืออาจจะรู้สึกซาบซ่านด้วย อุทานด้วย ขนลุกชูชันด้วย นี้ก็คืออาการของความปีติหรือความปลื้มนั่นเอง

“ความปีติ” หรือ “ความปลื้ม” มีผลต่อบุญในตัวเราอย่างไร?

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เวลาทำบุญ ถ้าจะได้บุญมากต้องประกอบด้วยองค์ ๓ ดังนี้

๑. วัตถุบริสุทธิ์ หมายถึง วัตถุที่ถวายเป็นทานต้องได้มาด้วยความถูกต้องชอบธรรมถ้าเป็นของที่ขโมยมา บุญก็ลดลงไปตามส่วน

๒. เจตนาบริสุทธิ์ คำว่า เจตนาบริสุทธิ์จะสัมพันธ์กับคำว่าปลื้ม จะขอขยายความทีหลัง

๓. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ผู้รับทานของเราเป็นผู้บริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์มาก มีคุณธรรมมาก บุญก็มากขึ้นไปตามส่วน รวมทั้งตัวเราเองในฐานะผู้ให้ทาน ถ้ามีศีลและใจเป็นสมาธิตั้งมั่นมากเท่าไร บุญก็ยิ่งมากตามส่วนไปด้วย ดังนั้นทำบุญกับบุคคลที่มีศีล ย่อมได้บุญมากกว่า ทำกับคนไม่มีศีล ทำบุญกับพระโสดาบันได้บุญ

มากกว่าทำกับบุคคลธรรมดาทั่วไป ทำบุญกับพระอรหันต์บุญยิ่งมากขึ้น

ย้อนกลับมาข้อ ๒ เจตนาบริสุทธิ์ก็คือตั้งแต่ก่อนให้ทานก็มีจิตเลื่อมใส ขณะให้ก็ให้ด้วยความตั้งใจ มีความเลื่อมใสเต็มเปี่ยม เมื่อให้ทานไปแล้ว ความเลื่อมใสก็ยังเกิดอย่างต่อเนื่อง มีปีติเกิดขึ้นทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ บางคนมีศรัทธา แต่พอทำบุญเสร็จแล้วนึกว่าทำเยอะไปหรือเปล่า ชักเสียดาย ผลก็คือ

บุญเกิดไม่เต็มที่

ผลบุญที่ให้ทานแม้ทำให้เกิดมาเป็นเศรษฐี แต่เพราะความตระหนี่ทำให้เสียดายไม่ยอมใช้ทรัพย์ บางคนมีเงินมากมาย แต่เวลาซื้อผลไม้ต้องซื้อชนิดที่เกือบจะเน่า แล้วมาตัดที่เน่า ๆ ออก มีเสื้อผ้าดี ๆ ก็เก็บไว้ในตู้ แล้วหาเสื้อขาด ๆ มาใส่ เพราะว่าเสียดาย นี่เป็นเพราะว่าถวายทานแล้วนึกเสียดายทีหลัง

คนที่รู้หลักจะต้องรักษาใจให้ปลื้มทั้งก่อนทำ ขณะทำ และทำไปแล้ว ให้ใจใสเป็นแก้ว และมีความปีติเบิกบาน นึกครั้งใดก็ปลื้มอกปลื้มใจ อย่างนี้ได้บุญมาก

มีคนบอกว่าที่วัดพระธรรมกายสอนว่า ทำมากได้บุญมาก ความจริงก็คือ ถ้าเงื่อนไขอื่นเท่ากัน วัตถุบริสุทธิ์เหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด คนทำมากกว่าก็ต้องได้บุญมากกว่าเป็นธรรมดา แต่คนที่มีอคติยากที่จะเข้าใจหรือยอมรับได้ ให้เรามาปรับวิธีอธิบายให้เขาฟังใหม่ว่า ใครมีใจเลื่อมใสมาก ก็จะได้บุญมาก ถ้าพูด

อย่างนี้เขาจะยอมรับได้ และความจริงก็เป็นอย่างนี้

สำหรับคนยากจน เขาทำบุญ ๕ บาทซึ่งอาจจะเป็นข้าวมื้อต่อไปของเขาก็ได้ เขา ทำเต็มที่ของเขาแล้ว เขาก็ได้บุญมาก แต่คนที่มีทรัพย์มาก ถ้าเขามีจิตเลื่อมใส เขาจะทำ ๕ บาทไหม ไม่หรอก เขาต้องทำเต็มที่ เต็มกำลังศรัทธา เต็มความพร้อมของเขา

ดังนั้น คนที่มีทรัพย์น้อยก็มีโอกาสได้บุญใหญ่ ถ้าตั้งใจสร้างบุญเต็มที่ พอใจเลื่อมใสอย่างเต็มเปี่ยม บุญก็มหาศาล แม้ว่าทรัพย์ไม่มาก แต่ก็ทำเต็มที่เท่าที่เขามีอยู่ในขณะนั้นเพราะฉะนั้นทำให้ถูกหลักวิชา ปลื้มทั้งก่อนทำขณะทำ และหลังทำ

ถ้าเราทำบุญเดิม ๆ ซ้ำกันทุกวันจนรู้สึกไม่ปลื้มเท่ากับทำครั้งแรก จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

เราต้องรู้จักปรับใจให้ดี ถ้าเราทำบุญจนกระทั่งรู้สึกว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ถึงเวลาเช้าก็ตักบาตร ไม่ได้คิดอะไร อย่างนี้ความปลื้มอาจจะลดลงได้ เพราะเกิดเป็นความเคยชินขึ้นมาแทน แต่ถ้าเรามีความตื่นตัว เอาหลักอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มาใช้เราจะรู้สึกใหม่อยู่เสมอ

ฉันทะ คือ เห็นประโยชน์ถึงทำ ไม่ใช่ทำเพราะหน้าที่

วิริยะ คือ ทำแบบมีความใส่ใจเป็นพิเศษ

จิตตะ คือ มีความตั้งใจทำ ไม่ใช่ทำไปเรื่อย ๆ เหมือนหน้าที่ ถ้าอย่างนั้นความปีติจะหย่อนลง แต่ถ้าเราใส่ใจ เดิมเคยถวายทานวันนี้จะทำให้พิเศษมากขึ้น ประณีตขึ้นใส่ใจยิ่งขึ้นทุกครั้ง ก็จะนำไปสู่ วิมังสา มีความเข้าใจในการถวายทานมากขึ้น ๆ ถ้าอย่างนี้ถวายทานไปร้อยครั้ง พันครั้ง ครั้งที่หนึ่งร้อยและครั้งที่หนึ่งพันจะปลื้มมากกว่าครั้งแรกอีกเพราะเราตระหนักถึงคุณค่าและมีความตื่นตัวใจเราก็ใหม่เสมอ ทำครั้งที่ร้อยมีความชำนาญมากขึ้น ปีติก็พร้อมจะเกิดมากขึ้น เหมือนกับคนนั่งสมาธิ ถ้าหากนั่งแบบตื่นตัว ตั้งใจนั่งนั่งครั้งที่ร้อยจะก้าวหน้ามากขึ้น แต่คนไหนนั่งแบบทำหน้าที่ ถึงเวลาก็นั่ง พอเริ่มนั่งก็เตรียมหลับ อย่างนี้นั่งครั้งที่ร้อยอาจจะก้าวหน้าไปนิดเดียว

บางคนทำถูกหลัก นั่งสมาธิครั้งแรกได้ผลดีกว่าคนนั่งตั้งร้อยครั้ง เพราะมีความตื่นตัวมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ มีใจจดจ่อทำให้เกิด วิมังสา เข้าใจทำ เพราะฉะนั้นจะสร้างบุญ

ด้วยการถวายทานก็ตาม ด้วยการปฏิบัติธรรมก็ตาม ถ้าครบองค์ประกอบอิทธิบาท ๔ ได้บุญเยอะ ปีติไม่มีลด มีแต่เพิ่มตลอดเวลา ลา ทำทานน้อยแต่ปลื้มมาก จะได้บุญมากกว่าทำมากปลื้มน้อยไหม?

คำถามนี้น่าสนใจ พอตอบว่าปลื้มมากได้บุญมาก ปลื้มน้อยได้บุญน้อย บางคนก็คิดเลยว่า ถ้าอย่างนี้เราทำบุญนิดเดียว แล้วปลื้มมาก ๆ ก็ได้บุญมากสิ

ในความเป็นจริงถ้าเราปลื้มมากได้จริง ๆก็ได้บุญเยอะ แต่ว่าโดยธรรมชาติของคนเรา ถ้ามีจิตเลื่อมใสและมีทรัพย์มากคงจะไม่ทำนิดเดียว คนที่ไม่ค่อยมีเงินทำบุญนิดเดียวคือเต็มที่ของเขาแล้ว แต่คนที่มีทรัพย์มากเขาก็จะทำเต็มที่ไปตามส่วนของเขา บุญก็ยิ่งเกิดทับทวี

เมื่อเจตนาบริสุทธิ์แล้ว และทรัพย์มีอยู่ไทยธรรมมีอยู่ ก็จะถวายเต็มกำลังศรัทธา ดังที่พระนางมัลลิกากับพระเจ้าปเสนทิโกศลถวายอสทิสทานหรือทานที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนหรือที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างพระเชตวันมหาวิหาร แค่ซื้อที่ดินก็ยอมเอาเงินมาปูเรียงเคียงกันเพื่อซื้อแผ่นดิน เพราะว่าเกิดปีติศรัทธา ถ้าเรามีทรัพย์ล้านหนึ่ง แล้วทำบุญบาทหนึ่งและคิดว่าจะมาปีติเยอะ ๆ แบบนี้ปีติไม่มีทางเกิดหรอก เพราะว่าความตระหนี่ครอบงำใจอยู่ปีติจะเกิดขึ้นเมื่อสามารถขจัดความตระหนี่ได้เหมือนที่มหาทุคตะตัดใจถวายผ้าเก่า ๆ ที่มีอยู่ผืนเดียวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเกิดปีติซาบซ่าน เพราะว่าจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยมมีกำลังครอบงำความตระหนี่ให้สยบลงไปได้ แต่ถ้ามีเงินล้าน ทำบุญบาทหนึ่ง สลึงหนึ่ง แล้วบอกว่าเราจะมีปีติเยอะ ๆ มันได้แต่คำพูด ในความเป็นจริงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยเพราะฉะนั้นขอให้ทำเต็มกำลังศรัทธา ทำแล้วปลื้มปีติเถิด

ถ้าเราทำบุญอะไรแล้วปลื้มมาก ๆ จะช่วยให้เราจำบุญนั้นได้ไม่ลืมเลยใช่ไหม?

ใช่ เคยเจอบางคนบอกว่าทำบุญไปมากมากจนกระทั่งลืม ซึ่งแต่ละบุญก็ไม่ใช่น้อย ๆบางทีต้องบอกผู้ประสานงานว่าช่วยรวมภาพที่ผมทำบุญให้หน่อยได้ไหม จะได้เอามาทบทวนดูว่าทำอะไรไปบ้าง แต่บุญที่ทำแล้วไม่ลืมจริง ๆก็คือ บุญที่ทำด้วยชีวิต อันนั้นจะปลื้มมาก ๆและติดอยู่ในใจ เช่น คุณอนันต์ อัศวโภคินตอนที่มีเงินเยอะ ๆ ทำบุญไปแล้วก็เฉย ๆ จำไม่ค่อยได้ เพราะว่าใจมุ่งไปข้างหน้า คิดว่า สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่องานพระศาสนาก็ทำ ๆ ไปแต่บุญที่ไม่ลืมเลยก็คือ บุญที่ทำตอนเกิดวิกฤตIMF เงินที่จะเดินไปถวายหลวงพ่อก็คือ เงินก้อนสุดท้ายในชีวิต ถวายเสร็จแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปทำงานต่อยังนึกไม่ออกเลย พอถวายขาดจากใจปรากฏว่าไม่ลืมบุญนั้นเลย แค่นึกก็ปลื้ม เวลาเล่าให้คนอื่นฟังความปีติความปลื้มก็จะขึ้นมาเลย เพราะทำด้วยชีวิต ใครเคยทำอย่างนี้จะเข้าใจ มหาทุคตะสองสามีภรรยามีผ้านุ่งแค่ผืนเดียวเอาไว้คลุมตัวตอนออกจากบ้าน สองคนมีผ้าผืนเดียว จะออกจากบ้านก็ต้องสลับกันออกไป ถ้าถวายผ้าผืนนี้แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่เฉพาะตัวเองเท่านั้นว่าจะออกจากบ้านอย่างไร แต่แม่บ้านก็ออกไม่ได้ด้วย ผ้าเก่า ๆ ผืนนี้คือสมบัติที่มีทั้งชีวิตเลย แต่พอตัดใจถวายได้ ปีติเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

ถ้าหากเรายังไม่มีบุญที่ไม่ลืมตลอดชีวิตแสดงว่ายังปลื้มไม่ถึงจุด แต่ถ้าหากเรามีบุญแบบนี้ บุญนี้จะคุ้มตัวเราไปตลอด และจะให้ผลชัดตอนศึกชิงภพ ทุกขเวทนาก็กันไม่อยู่ ถ้าถ้า บุญเล็กบุญน้อย เวลาเจ็บปวดมาก ๆ บางทีนึกไม่ออก แต่บุญที่ปลื้มมาก ๆ นึกออก พอนึกได้ใจก็ใสสว่าง เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป เพราะฉะนั้นพึงหาโอกาสสร้างบุญใหญ่ที่ปลื้มสุด ๆ ชนิดที่ลืมไม่ลงไปตลอดชาติเอาให้ได้ขนาดนั้นเลย

มีเรื่องหนึ่งเป็นข้อคิดที่ดีมาก เรื่องราชเทวธิดา ราชเทวธิดานี้ตอนเป็นมนุษย์เป็นหญิงชาวบ้าน วันหนึ่งนางกำลังเดินถือขันใส่ข้าวตอกไปท้องนา ขณะนั้นพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ท่านเห็นนางในญาณ ก็เลยไปโปรดพอนางเห็นพระมหากัสสปะก็เกิดจิตศรัทธา เอาข้าวตอกที่อยู่ในขันถวายท่านเลย เสร็จแล้ว

ก็เดินกลับบ้าน พอดีวิบากกรรมในอดีตตามมาทัน งูกัดตาย พอตายปุ๊บไปเกิดเป็นเทพธิดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองสวยงามประตูวิมานเป็นรูปขันทองคำ มีข้าวตอกทองคำระโยงระยางอยู่สวยงามมาก ผลบุญส่งทันตาเห็นเลย

เรื่องทำนองนี้มีมากมายในพระไตรปิฎกในอรรถกถา เพราะฉะนั้นที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อถ่ายทอดอานิสงส์ของการทำบุญอะไรต่าง ๆ ออกมาเป็นภาพให้เราเห็น ก็สอดคล้องกับที่มีในพระไตรปิฎก ในอรรถกถา เพียงแต่ในพระไตรปิฎกเราเห็นเป็นตัวหนังสือ แต่ที่หลวงพ่อถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเหตุการณ์

เพราะฉะนั้นพวกเราชาวพุทธทุก ๆ คนขอใหเดินตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายอบรมสั่งสอนเอาไว้ แล้วชีวิตเราจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ไม่มีเสื่อมเลย ทำบุญครั้งใดก็ให้ปลื้มใจทุกครั้ง

พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑฺโฒ)

บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน โดย สมเด็จโต พรหมรังสี

วันนี้อาตมาจะเทศน์เรื่อง “ บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน ” คำว่าบุญ แปลแบบไทย ๆ ว่าความดี ความสะอาดแห่งจิต เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่าทำบุญ ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนาเรียกว่าทำบุญ ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 3 ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา เคยมีคนถามอาตมาว่าเกิดมาเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร

อาตมาก็ตอบเขาไปว่าการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมยังประหยัดอีกด้วยนั่นคือ การรักษาศีลและการเจริญภาวนา ซึ่ง 2 อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทานเสียอีกเพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้นเพราะว่ามันง่ายดีแต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฏิบัติ จึงรู้สึกว่าทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่าง โยมต้องเข้าใจด้วยว่าเพียงแต่เราตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่ได้รับยังเป็นส่วนน้อย ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ 3 อย่าง

• ทาน คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำน้อยตามกำลังตนถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้

• ศีล พวกท่านทั้งหลายสังเกตหรือไม่ว่าเวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระท่านถึงให้พวกญาติโยมรับศีลก่อน เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีลได้ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะหน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่เราก็สามารถที่จะถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วยเพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา แต่ถ้าเกิดเราต้องตายในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสู่สุคติทันที

• ภาวนาหรือการสวดมนต์ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก แต่ความจริงแล้วการสวดมนต์ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ภาวนาเป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การสวดมนต์ภาวนาด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และใช้สติพิจารณาเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา ทำให้บรรลุไปสู่พระนิพพาน

“ หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง ” ขอให้ญาติโยมจงแผ่เมตตา และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้

“ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนามทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง 4 มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดนี้ด้วยเทอญ ”

บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับบุญในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะจ๊ะ ขอเจริญพร

คนไทยเรานั้นเป็นพวกที่ชอบทำบุญ แต่บุญที่ทำกันเป็นส่วนใหญ่มักจะเป็นการบริจาคเงินหรือปัจจัยในโอกาสต่างๆ เช่น ช่วยไถ่ชีวิตโค-กระบือ ซื้อโลงศพ ช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม สร้างห้องส้วมให้โรงเรียน หรือช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้แม้ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำบุญที่หลากหลาย แต่โดยแท้จริงแล้วก็ยังอยู่ในเรื่อง “ให้ทาน” เป็นหลัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสทำทานดังกล่าวด้วยซ้ำ ครั้นจะทำบุญใส่บาตรหรือไปวัดใกล้บ้าน ข่าวในทางลบของพวกอลัชชีก็ทำให้หลายคนเสื่อมศรัทธา และห่างเหินจากการทำบุญไปมาก จนหลายคนเกิดปริวิตกว่า การที่ตนไม่ค่อยทำบุญเลยเช่นนี้ เกิดชาติหน้าหรือภายหน้าชีวิตคงต้องตกระกำลำบากกว่าคนที่ชอบทำบุญให้ทานประจำเป็นแน่ ซึ่งความเข้าใจข้างต้นก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่มิใช่ทั้งหมด เพราะการ “ทำบุญ” ในทางพุทธศาสนาไม่ได้มีเพียงการให้ทานหรือทำบุญกับพระและวัดเท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้ถึง ๑๐ วิธีด้วยกัน ซึ่งแต่ละวิธีเป็นอย่างไร กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเล่าสู่กันฟังและขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนทุกคนได้สร้างกุศล(สิ่งที่ดี ที่ชอบ และฉลาด)ที่ทำได้ตลอดเวลา ดังต่อไปนี้

ก่อนอื่น มารู้จักความหมายของคำว่า “บุญ” เสียก่อน คำว่า “บุญ” โดยทั่วไปหมายถึง การกระทำความดี มาจากภาษาบาลีว่า “ปุญญะ” แปลว่า เครื่องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้น บุญจึงเป็นเสมือนเครื่องกำจัดสิ่งเศร้าหมองที่เราเรียกกันว่า “กิเลส” ให้ออกไปจากใจ บุญจะช่วยให้เราลด ละ เลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความมีจิตใจคับแคบ อันเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ต่างๆนานา และช่วยให้ใจเป็นอิสระ พร้อมจะก้าวไปสู่การทำคุณงามความดีในขั้นต่อๆไป เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ มีความสุข และเป็นความสุขที่สงบและยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม น่าเคารพยกย่อง เพราะถือว่าเป็น “คนดี” นั่นเอง

ในทางพระพุทธศาสนา การทำบุญมีด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ ๑๐” หรือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ ได้แก่

๑.ให้ทาน หรือ ทานมัย อันหมายถึง การให้ การสละ หรือการเผื่อแผ่แบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใด และไม่ว่าจะให้แก่ใครก็ถือเป็นบุญทั้งสิ้น เพราะการให้ทานเป็นการลดความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว และความคับแคบในจิตใจให้น้อยลง ทำให้เราไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ อีกทั้งสิ่งที่เราบริจาคหรือให้ทานแก่ผู้อื่นก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับและสังคมโดยส่วนรวม การให้ทานนี้อยู่ที่ไหนๆก็ทำได้ และไม่จำเป็นต้องเงิน เช่น การแบ่งของกินให้กับแม่บ้านที่ทำงานหรือยาม เป็นต้น ข้อสำคัญ สิ่งที่บริจาคหรือให้ทานแก่ผู้อื่นควรเป็นสิ่งยังใช้ได้ มิใช่เป็นการกำจัดของเหลือใช้ที่หมดอายุ หมดคุณภาพให้ผู้อื่น ผลการให้ทานดังกล่าวจะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความปีติอิ่มเอิบใจ

๒.รักษาศีล หรือ สีลมัย คำว่า ศีล หมายถึง ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดการปฏิบัติทางกายและวาจา เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ หรืออาจจะหมายถึงการรักษากายวาจาให้เรียบร้อย การรักษาศีลเป็นการฝึกฝนมิให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็เป็นการลด ละ เลิกความชั่ว มุ่งให้กระทำความดี อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตมิให้ตกต่ำลง เช่น ไม่ไปเป็นชู้เป็นกิ๊กกับใครที่ทำงาน ทำให้ครอบครัวเขาไม่แตกแยก เป็นแม่ค้าไม่โกหกหลอกขายของไม่ดีแก่ลูกค้า เป็นพ่อบ้านไม่กินเหล้าเมายา ทำให้ลูกเมียมีความสุข เพื่อนบ้านก็สุข เพราะไม่ต้องทนฟังเสียงรบกวนจากการทะเลาะวิวาทกัน เหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาศีลและเป็นหนึ่งในการทำบุญอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผลบุญข้อนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนเยือกเย็น สุขุมด้วย

๓.เจริญภาวนา หรือภาวนามัย เป็นการทำบุญอีกรูปแบบที่มุ่งพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตใจสงบ เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ซึ่งในข้อนี้หลายคนอาจจะทำเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น นั่งสมาธิ วิปัสสนา แต่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยากเกินกำลัง ดังนั้น อาจจะทำง่ายๆด้วยวิธีการสวดมนต์เป็นคาถาสั้นๆบูชาพระที่เราเคารพบูชาก่อนนอนทุกคืน เช่น คาถาพระพุทธเจ้าชนะมาร คาถาหลวงปู่ทวด เป็นต้น การสวดมนต์เป็นประจำอย่างน้อยก็เป็นการน้อมนำจิตใจของเราไปสู่สิ่งที่เป็นมงคลในชีวิต เป็นการเตือนสติให้เรายึดมั่นในการประพฤติปฏิบัติชอบตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ และผลบุญข้อนี้จะทำให้เกิดปัญญาแก่ผู้ปฏิบัติ

๔.การอ่อนน้อมถ่อมตน หรือ อปจายนมัย หลายคนคงคิดไม่ถึงว่า การประพฤติตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนจะถือเป็นบุญอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ก็เพราะว่าการอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยประพฤติต่อผู้ใหญ่ และการที่ผู้ใหญ่แสดงตอบด้วยความเมตตา หรือการอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพต่อความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของบุคคลหรือสังคมอื่นที่แตกต่างจากเรานั้นเป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนของเรา ช่วยให้สังคมทุกระดับเกิดความเข้าใจต่อกัน และช่วยให้ชาติบ้านเมืองเกิดความสงบสุข จึงถือเป็นบุญอย่างหนึ่ง ผลบุญข้อนี้จะทำให้เกิดความเมตตาต่อกัน

๕.การช่วยขวนขวายทำในกิจที่ชอบ หรือไวยาวัจจมัย พูดง่ายๆว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้างในการทำกิจกรรมความดีต่างๆ เช่น ช่วยพ่อแม่ค้าขายไม่นิ่งดูดาย ช่วยสอดส่องดูแลบ้านให้เพื่อนบ้านยามที่เขาต้องไปธุระต่างจังหวัด ช่วยงานเพื่อนที่ทำงานให้แล้วเสร็จทันเวลา ให้กำลังใจแก่เพื่อนที่มีความทุกข์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นบุญอีกแบบหนึ่ง และผลบุญในข้อนี้ก็จะช่วยให้เกิดความรักความสามัคคีขึ้นด้วย

๖.การให้ผู้อื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือ ปัตติทานมัย กล่าวคือ ไม่ว่าจะทำบุญอะไร ก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้มาร่วมทำบุญด้วย ไม่ขี้เหนียวหรืองกบุญเพราะอยากได้บุญใหญ่ไว้คนเดียว เช่น จะทำบุญสร้างระฆัง ก็ให้คนอื่นได้ร่วมสร้างด้วย ไม่คิดจะทำเพียงคนเดียว เพราะคิดว่าทำบุญระฆังจะได้กุศลกลายเป็นคนเด่นคนดัง เลยอยากดังเดี่ยว ไม่อยากให้ใครมาร่วมด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำงาน ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็ถือเป็นการทำบุญในข้อนี้ด้วย ผลบุญดังกล่าวจะช่วยให้เราเป็นคนใจกว้าง และปราศจากอคติต่างๆ เพราะพร้อมเปิดใจรับผู้อื่น

๗.การอนุโมทนาส่วนบุญ หรือ ปัตตานุโมทนามัย คือ การยอมรับหรือยินดีในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น เมื่อใครไปทำบุญมาก็รู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย โดยไม่คิดอิจฉาหรือระแวงสงสัยในการทำความดีของผู้อื่น เช่น เพื่อนเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานมา ก็ร่วมอนุโมทนาที่เขามีโอกาสได้ไปทำบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่อิจฉาเขา แม้เราไม่ได้ไป ก็อย่าไปคิดอกุศลว่าเขาได้ไปเพราะชู้รักออกเงินให้ เป็นต้น การไม่คิดในแง่ร้ายจะทำให้เรามีจิตใจไม่เศร้าหมอง แต่จะแช่มชื่นอยู่เสมอเพราะได้ยินดีกับกุศลผลบุญต่างๆอยู่ตลอดเวลา แม้จะมิได้ทำเองโดยตรงก็ตาม

๘.การฟังธรรม หรือ ธรรมสวนมัย การฟังธรรมจะทำให้เราได้ฟังเรืองที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อสติปัญญา และการดำเนินชีวิต ซึ่งการฟังธรรมนี้ไม่จำเป็นต้องไปฟังที่วัดหรือจากพระท่านโดยตรง แต่อาจจะฟังจากเทป ซีดี หรือเป็นการฟังจากผู้รู้ต่างๆ และธรรมในที่นี้ก็มิได้หมายถึงแต่เฉพาะหลักธรรมในทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องจริง เรื่องดีๆที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้และปัญญา ผลบุญข้อนี้จะทำให้ผู้ฟังเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งขึ้น

๙.การแสดงธรรม หรือ ธรรมเทศนามัย คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดีๆแก่ผู้อื่น ด้วยการนำธรรมะหรือเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์ไปบอกต่อ หรือให้คำแนะนำให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เช่น สอนวิธีการทำงานให้ แนะหลักธรรมที่ดีที่เราได้ยินได้ฟังมาและปฏิบัติได้ผลแก่เพื่อนๆ เป็นต้น ผลบุญในข้อนี้นอกจากจะทำให้ผู้อื่นได้รับรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังทำให้ผู้บอกกล่าวได้รับการยกย่องสรรเสริญอีกด้วย

๑๐.การทำความเห็นให้ถูกต้อง เหมาะสม หรือ ทิฏฐุชุกรรม คือ การไม่ถือทิฐิ เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่ให้รู้จักแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น และความเข้าใจในเรื่องต่างๆให้ถูกต้องตามธรรมอยู่เสมอ หรือจะพูดง่ายๆว่า ให้คิดและประพฤติตนให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็ได้ ซึ่งข้อนี้แม้จะเป็นข้อสุดท้ายแต่ก็สำคัญยิ่ง เพราะไม่ว่าจะทำบุญใดทั้ง ๙ ข้อที่กล่าวมา หากมิได้ตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม การทำบุญนั้นก็ไม่บริสุทธิ์และให้ผลได้ไม่เต็มที่ ดังจะได้กล่าวถึงเกณฑ์การวัดบุญต่อไป

สำหรับการทำบุญที่จะให้ได้ผลบุญมากหรือน้อยนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ ๓ ประการคือ

๑.ผู้รับ จะต้องเป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมความดี แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นพระสงฆ์หรือนักบวช จะเป็นคนทั่วไปก็ได้ ถ้าผู้รับดี ผู้ทำก็ได้บุญมาก หากผู้รับไม่ดี ก็อาจจะทำให้เราได้บุญน้อย เพราะเขาอาจอาศัยผลบุญของเราไปทำชั่วได้ เช่น ให้เงินช่วยเหลือเพื่อนๆกลับเอาไปปล่อยกู้ สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เป็นต้น

๒.วัตถุสิ่งของที่ให้ต้องบริสุทธิ์หรือได้มาโดยสุจริต เป็นของที่เหมาะและมีประโยชน์ต่อผู้รับ เช่น ให้เสื้อผ้าของเล่นแก่เด็กกำพร้า เป็นต้น ของที่ให้ดีผู้ทำก็ได้บุญมาก หากได้มาโดยทุจริต แม้จะเอาไปทำบุญก็ได้บุญน้อย

๓.ผู้ให้ ต้องมีศีลมีธรรมและมีเจตนาที่เป็นบุญกุศลในการทำ จึงจะได้บุญมาก นอกจากนี้เจตนาหรือจิตใจในขณะทำบุญก็เป็นองค์ประกอบสำคัญกล่าวคือ ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ หากผู้ให้มีความตั้งใจดี ตั้งใจทำ เมื่อทำแล้วก็เบิกบานใจ คิดถึงบุญกุศลที่ได้ทำเมื่อใดจิตใจก็ผ่องใสเมื่อนั้น เช่นนี้ก็จะทำให้ผู้ทำได้บุญมาก ถ้าไม่รู้สึกเช่นนั้น บุญก็ลดน้อยถอยลงตามเจตนา

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า ใครก็ตามแม้จะไม่มีโอกาส “ให้ทาน” อันเป็นการทำบุญที่ง่าย และเป็นรูปธรรมที่สุด แต่เราทุกคนก็สามารถเลือกทำบุญในลักษณะอื่นๆได้อีกถึง ๙ วิธี และเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก เช่น การอ่อนน้อมถ่อมตน การช่วยเหลือแนะนำน้องๆที่ทำงาน การไม่ถือทิฐิหรือดื้อหัวชนฝา การร่วมยินดีกับการทำบุญของเพื่อน เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็เห็นผลทันตาแล้ว คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้ผู้ใหญ่เมตตาต่อเรา การช่วยเหลือเพื่อนฝูงทำให้ไปไหนเพื่อนๆก็รักใคร่ ยินดีต้อนรับ

ดังนั้น เริ่มต้นทำ “บุญ” เมื่อใด บุญก็ส่งให้เห็น “ผล”เมื่อนั้น

พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 75 หน้า 427

จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังสี

การตักบาตร เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จัก และปฏิบัติมากกว่าการทำบุญประเภทอื่นๆ การตักบาตรนั้นยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำวันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย ให้ได้รับส่วนบุญ ด้วยเหตุผลทางจิรยธรรม ในการทำบุญตักบาตรนั้น

วิธีปฏิบัติตัวในการใส่บาตร

๑.ขณะ รอใส่บาตรให้ ทำจิตตั้งมั่นไว้ว่าจะใส่บาตรโดยไม่เจาะจงเมื่อพระเณรรูปใดเดินผ่านมาก็ใส่ บาตรไปตามลำดับจนหมดอาหารที่เตรียมมาไม่เลือกใส่องค์นี้ไม่ใส่องค์นั้นการ ใส่บาตรโดยไม่เจาะจงนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลานิสงค์มากกว่าการใส่ บาตรโดยเจาะจง

๒.เมื่อ พระ ภิกษุเดินมาใกล้จะถึงที่ที่เราอยู่พึงอธิษฐานจิตเสียก่อนโดยถือขันข้าวด้วย มือทั้งสองนั่งกระหย่งยกขันข้าวขึ้นเสมอหน้าผากกล่าวคำอธิษฐานว่า

“สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสิ้นกิเลสเถิด”

๓.จาก นั้นลุกขึ้น ยืนและถอดรองเท้าเพราะการสวมรองเท้าถือว่ายืนสูงกว่าพระถือเป็นการไม่สมควร เหมือนเป็นการขาดความเคารพแต่ก็ไม่กรณียกเว้นเช่นเท้าเจ็บหรือเป็นที่น้ำขัง เฉอะแฉะเป็นต้นแต่ที่ไม่ควรก็คือบางคนถอดจริงแต่กลับไปยืนอยู่บนรองเท้าเสีย อีกยิ่งสูงไปกันใหญ่ดังนั้นถ้าตั้งใจจะไม่ใส่รองเท้าก็จัดที่ให้พระสงฆ์ยืน สูงกว่า

๔.เมื่อ ใส่ บาตรเสร็จแล้วถ้ามีโต๊ะรองอาหารหรือรถยนต์จอดอยู่ด้วยให้วางขันข้าวบนนั้น ยืนตรงน้อมตัวลงไว้พระสงฆ์แต่ถ้าตักบาตรรอยู่ริมทางควรนั่งแล้ววางขันข้าว ไว้ข้างตัวยกมือไว้พระสงฆ์พร้อมกับอธิษฐานว่า

“นัต ถิ เม สะระณัง อัญญัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอให้ข้าพเจ้าเจริญในพระศาสนาของศาสดา”

๕.หลังจากนั้นควรอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยการกรวดน้ำและกล่าวว่า

“อิ ทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญทั้งหลังจงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า ขอให้ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด”

อย่า ได้มีคำถามว่า การทำบุญนี้จะมีผลถึงผู้ตายหรือไม่ผู้ตายจะได้รับประทานข้าวปลาอาหารนี้หรือ ไม่เพราะเมื่อเราทำความดีมีความกตัญญูรู้คุณรำลึกถึงผู้ล่วงลับหรือใครก็ ช่างผู้รับจะได้รับหรือไม่ไม่สำคัญเพราะหลักสำคัญอยู่ที่ว่าการทำทานช่วยให้ เราเกิดปีติและสิ้นความตระหนี่เกิดความอิ่มใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ที่ดีครบถ้วนแล้วไม่มีสิ่งบกพร่องก็น่าจะเป็นการเพียงพอแล้วค่ะ

!!! 1 แชร์ 1 ธรรมทาน !!!

ข้อมูลและภาพ heartmakes

Load More Related Articles
Load More By likepost
Load More In ข้อคิด