5 คำสอนของคนจีน เอาไว้สอนตัวเรากับลูกหลานว่า “ไม่ควรพูด”…. ยิ่งพูด ชีวิตยิ่งถดถอย!!!

5 คำสอนของคนจีน

เอาไว้สอนตัวเรากับลูกหลานว่า “ไม่ควรพูด”

1.”ยาก”

พอพูดคำว่ายาก

จะเป็นการบล็อคความสามารถทันที

2.”ทำไม่ได้”

จะเป็นการขับไล่ตัวจากสิ่งที่ทำ

หรือปิดกั้นการเรียนรู้

3.”ท้อ”

เพราะเพียงคำนี้ผุดขึ้น

พลังทั้งมวลทั้งร่างกายและจิตใจจะถดถอยสูญสิ้น

4.”ขี้เกียจ”

ไม่ควรแม้แต่พูดเล่น

เพราะจะทำให้สร้างความไม่รับผิดชอบ

5.”เหนื่อย”

พอพูดคำนี้ออกมา

ร่างกายก็จะตอบสนองด้วยการอ่อนแอลงทันทััน

…………………………..

5 “คำพูดติดปาก”

พูดบ่อยๆ รับรอง…ชีวิตดี

คำว่า “ขอบคุณ”

คำแรกนี้เป็นคำสั้นๆ แต่กลับมีพลังมหาศาลที่สุด

เพราะคำนี้จะช่วยดึงดูดสิ่งดีๆ ให้เข้ามาในชีวิตของคุณได้อย่างไม่รู้จบ

เพียงแค่คุณซาบซึ้งในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นและกล่าวขอบคุณสิ่งนั้นอยู่เสมอ

ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย การกล่าวขอบคุณให้กับเรื่องดีๆ

จะยิ่งทำให้คุณรู้ถึงคุณค่าของสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง

และสิ่งดีๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นตามมาอีกเรื่อยๆ 

คำว่า “ขอโทษ”

เป็นคำที่คุณควรพกติดตัวไว้เสมอข้างๆ กับคำว่า “ขอบคุณ”

และควรเอามันออกมาใช้อยู่เสมอโดยไม่ต้องเคอะเขิน

ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก

การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” (จากใจจริง) ก่อนไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอาย หรือเสียศักดิ์ศรี

เพราะถ้าหากต่างฝ่ายต่างถือทิฐิไม่มีใครกล้าพอจะเริ่มกล่าวคำว่า “ขอโทษ”

โลกนี้ก็คงจะมีแต่ปัญหาตามมา บานปลายใหญ่โต เป็นชนวนของความแตกหัก

และทำลายความรู้สึกดีๆและมิตรภาพต่างๆที่เมื่อมันเสียไปแล้ว

ก็ยากที่จะรื้อฟื้นกลับมาให้เป็นเหมือนเดิม

จำเอาไว้ว่าการ “ขอโทษ” ก่อน

ไม่ใช่คุณที่ “แพ้” คุณคือคนที่ “ชนะ” ต่างหาก
.
“ฉันทำได้”

คำนี้คุณควรพูดกับตัวเอง

หรือป่าวประกาศออกมาให้คนใกล้ตัวคุณฟังอยู่เสมอ

มันจะเป็นเหมือนกุญแจที่ช่วยไขพาคุณไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ได้

เพราะการพูดว่า “ฉันทำได้”

จะช่วยสร้างแรงผลักดันที่กระตุ้นให้คุณเชื่อมั่นว่า

คุณจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้สำเร็จ

ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม

เพราะหากคุณเริ่มต้นทำสิ่งใดด้วยความคิดที่ว่า “ฉันทำไม่ได้” มันยากกันไป

ดังนั้นจะดีกว่ามั้ยล่ะ ? ถ้าคุณเริ่มต้นทุกสิ่งด้วยคำว่า “ฉันทำได้”

“ฉันโชคดี”

พูดบ่อยๆ ให้เป็น “คำพูดติดปาก” ยิ่งพูดยิ่งโชคดีนะบอกเลย

เพราะการพูดว่า “ฉันโชคดีที่……” ในเรื่องนั้นเรื่องนี้

เช่น ฉันโชคดีที่มีแฟนดี ฉันโชคดีที่ได้ทำงานนี้ ฉันโชคดีที่มีแฟนซื่อสัตย์ ฯลฯ

มันจะยิ่งทำให้ความ “โชคดี” วิ่งเข้ามาหาคุณบ่อยขึ้น เหมือนกับกฎของแรงดึงดูด

จิตใต้สำนึกของคุณจะพยายามมองหาแต่เรื่องที่ทำให้เกิด “โชคดี” อยู่เสมอ

โดยที่คุณไม่รู้ตัว พอรู้แบบนี้แล้ว

เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนที่โชคดี ก็โชคดีอยู่เรื่อยๆ จนน่าอิจฉา

ส่วนคนที่บอกว่าตัวเอง “โชคไม่ดี”

ก็มักจะวิ่งวนอยู่กับความอับโชคแบบนั้นเสมอ

จริงมั้ยละ ลองนึกดูสิ

“ฉันไม่เป็นไร”

คนเราทุกคนเคยทำผิดพลาดกันทั้งนั้นแหละ

ไม่ใช่คุณแค่คนเดียวหรอก

แต่เมื่อความผิดพลาดมันเกิดขึ้นแล้ว

คุณก็ต้องกล้าที่จะให้โอกาสตัวเองพูดว่า “ฉันไม่เป็นไร” ออกมาด้วยเช่นกัน

เพราะถ้าคุณยังคงยึดติดกับข้อผิดพลาดที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว

มัวแต่โทษตัวเอง และจมอยู่ในความผิดพลาดแบบนั้นเรื่อยๆ

มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก สู้ปล่อยวาง

และเอาเวลาไปแก้ไขปัญหานั้นไม่ดีกว่าเหรอ ???

5 วิธี การพูดให้มีเสน่ห์..พูดที่ไหนใครก็รัก และ เคล็ดลับการพูดของพระพุทธองค์

คุณ ว่าไหม… เวลานี้ผู้คนและสังคมไทยต่างประสบปัญหาคนพูดจาไม่ดีต่อกัน และการพูดจาไม่ดี ก็มักมีปัญหาตามมาเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งความขุ่นข้องหมองใจ ความไม่เข้าใจ และนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ร่วมมือ และไม่ให้เข้ากันได้ในที่สุด เพราะเหตุนี้เอง… เราจึงควรหันหน้าเข้าหากัน พูดจาดีๆ ต่อกัน จะได้ไม่มีปัญหา ว่าแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีการพูดการจาให้เป็นสง่าราศีแก่ชีวิตดีกว่าค่ะ

 

1. คนจะพูดดีได้ต้องเริ่มจากคิดดีก่อน

ไม่มีประโยชน์ที่เราจะเริ่มต้นจากการคิดร้าย แม้กับคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วยที่สุด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องพูดจาไม่ดีกับเขา การคิดดี ถือเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม ใครก็ตามที่รู้จักคิดดี เขาก็จะเห็นแง่งามของโลก ของชีวิต ของตนเอง และของผู้อื่น เมื่อเห็นแง่งามหรือแง่ดีของสิ่งต่างๆ เขาก็ย่อมมีทัศนคติที่ดี มีท่าทีที่ดี และเมื่อต้องพูดจาเสวนากัน เขาก็ย่อมพูดจาดี

“พูดดี” ในที่นี้หมายความว่า พูดเพราะ พูดคำสุภาพ มีน้ำเสียงที่สุภาพ มีหางเสียงครับ ค่ะ จ๊ะ จ้ะ เพื่อแสดงความมีมารยาท มีไมตรีจิต ไม่พูดคำหยาบ ไม่ใส่ร้าย ไม่ตะคอกตะเบ็งใส่กัน ไม่ประชดประชัน ไม่โกหกพกลม คนจะพูดดีเช่นนี้ได้จะคิดร้ายอยู่ในใจไม่ได้แน่นอน เพราะความร้ายกาจในใจจะเผยมาทางคำพูด น้ำเสียง แววตา หรือท่าทีขณะที่พูดได้ จึงจำเป็นต้องฝึกตนให้เป็นคนคิดดี

2. พูดถูกกาลเทศะ

 

ไม่ใช่ตลอดเวลาหรอกนะคะ ที่คนเราจะพูดได้ ต้องมีบ้างบางขณะที่เราควรหยุดพูด เพื่อเป็นผู้ฟังคนอื่นพูดบ้าง คนบางคนถูกตั้งข้อสังเกตว่า “ผีเจาะปากมาพูด” คือได้แต่พูด (พูดๆๆๆ) ฟังไม่เป็น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด ทำตัวเป็นผู้รู้ไปหมดทุกเรื่อง จึงพูดอยู่ตลอดเวลา คนแบบนี้น่ารำคาญ… จริงไหม

อย่า ทำตัวน่ารำคาญด้วยการพูดจาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ดูวาระและโอกาส คนพูดเป็นจะรู้ว่าโอกาสไหนควรพูด โอกาสไหนควรฟัง และโอกาสไหนควรวางเฉย หลักการพูดให้ถูกกาลเทศะทำได้ง่ายๆ คือ ดูว่าเราต้องพูดในหัวข้อไหน เรื่องอะไร พูดที่ไหน ใครฟัง ผู้ฟังกี่คน ฟังกันในที่เปิดเผย หรือในห้องจำกัด พูดสั้นหรือพูดยาว จริงจัง หรือกันเอง ใครอ่านสถานการณ์ออกเตรียมตัวพร้อม ก็สามารถพูดจาได้น่าจดจำตามวาระและโอกาสนั้นๆ ได้เสมอ

3. พูดมีเนื้อหาสาระ

ห้ามพูดเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าจะคุยกันกับเพื่อน ผู้ร่วมงาน พ่อแม่ หรือพูดในที่ประชุมหรือที่สาธารณะ ก็ต้องมีเป้าหมายในการพูด พูดอย่างมีสาระ มีขอบเขตชัดเจนว่าต้องการสื่อสารเรื่องอะไร หรือต้องการจะบอกกับผู้ฟังว่าอะไร

4. พูดจาให้น่าฟัง

น้ำ เสียงที่กังวานแจ่มใส ดังพอประมาณ พูดจาฉะฉานชัดเจน จะดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้มาก การพูดในบางครั้งต้องพูดปากเปล่า แต่บ่อยครั้งก็ต้องพูดผ่านไมโครโฟน หากมีโอกาสฝึกฝนเรื่องการใช้เสียงอย่างเหมาะสม ทั้งแบบปากเปล่าและผ่านไมโครโฟนได้ ก็ควรทำ เพราะการพูดผ่านไมโครโฟนนั้น ต้องมีระยะใกล้ไกลระหว่างปากกับไมโครโฟนที่พอเหมาะ เสียงจึงจะชัดเจน ไม่มีเสียงเสียดแทรกจนผู้ฟังรู้สึกไม่สบายหู หรือรำคาญ ในการพูดนั้น ควรมีการเน้นจังหวะและเว้นจังหวะ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ชวนติดตาม

5. พูดให้เกิดความรู้สึกร่วม

วิธีการง่ายๆ คือ สบตากับผู้ฟังอย่างทั่วถึง ตั้งคำถามในขณะพูดแล้วค่อยๆ อธิบายเพื่อนำไปสู่คำตอบ สอบถามผู้ฟังบ้างในบางหัวข้อที่ง่ายๆ หรือเป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ใช่เรื่อง ซึ่งเมื่อตอบแล้วอาจถูกหรือผิด ทั้งนี้ ผู้พูดจำเป็นต้องรู้พื้นภูมิของผู้ฟังบ้าง เพื่อพูดในภาษาที่เขาเข้าใจง่าย บางครั้งการพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี รู้สึกเป็นกันเอง อย่าพูดไทยผสมกับภาษาต่างประเทศโดยไม่อธิบาย เลือกใช้ภาษาต่างประเทศเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

การ พูด เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนเรา เป็นภาพฟ้องอุปนิสัยใจคอ จึงไม่อาจพูดจาเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย ไร้การระมัดระวังได้…

การพูดนำมาซึ่งมิตรและศัตรู แต่ก็นั่นแหละ เราเลือกได้นี่คะ ว่าจะพูดให้ได้เพื่อน หรือพูดให้ได้ศัตรู… การพูดทำให้คนเราดูดีหรือดูแย่ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกอะไร…

หลักการพูด ของพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๑. คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์

ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่กล่าว

๒. คำพูดที่จริง ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก

ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่กล่าว

๓. คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก

ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกกาลกล่าว

๔. คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์

ถึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่กล่าว

๕. คำพูดที่จริง ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รัก

เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์ไม่กล่าว

๖. คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รัก

เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น พระองค์เลือกกาลกล่าว

(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ อภัยราชกุมารสูตร)

องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต
๑. วาจาที่กล่าวถูกต้องตามกาลเวลา

๒. วาจาที่กล่าวเป็นความจริง

๓. วาจาที่กล่าวอ่อนหวาน

๔. วาจาที่กล่าวเป็นประโยชน์

๕. วาจาที่กล่าวด้วยจิตเมตตา

เคล็ดลับการพูดของพระพุทธองค์

“อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม ๕ อย่างไว้ในใจ คือ”

๑. เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ

๒. เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ

๓. เราจักแสดงด้วยความเมตตา

๔. เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส

๕. เราจักแสดงไปโดยไม่ให้กระทบตนและคนอื่น

ที่มา: 0oแฟนพี่ถังo0, dek-d,verrysmilejung.com,buddhismth.com

cr.คิดเป็น