ภรรยา 7 ประเภท ที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้

ภรรยา 7 ประเภท ที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้

สมัยก่อนนั้น “ภรรยา” อาจเป็นช้างเท้าหลัง ที่คอยช่วย “สามี” ดูแลลูกๆ งานบ้านงานเรือน ส่วนการออกไปทำมาหากินให้เป็นเรื่องของผู้ชาย แต่ในปัจจุบันทั้งสามีและภรรยาต่างเท่าเทียมกัน

ผู้หญิงก็สามารถออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันหลายๆ ครอบครัวจะมี “ภรรยา” ที่เก่ง หรือบางครั้งเก่งจนนำหน้าสามี

เพราะฉะนั้นการเลือกคู่ครองจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะหากได้คู่ผิดแล้วนั้นชีวิตก็จะเปลี่ยนทันที!! อย่างที่สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ได้เคยจำแนกภรรยาไว้ 7 ประเภทด้วยกันดังนี้ …

1. วธกาภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยเพชรฆาต เป็นพวกที่มีจิตใจคิดไม่ดี ชอบทำร้าย ชอบด่าทอสาปแช่ง คิดฆ่าสามี หรือมีชู้กับชายอื่น

2. โจรีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยโจร เป็นคนล้างผลาญ สร้างหนี้สิน หาได้เท่าไรก็ไม่พอ หรือเอาเรื่องในบ้านไปโพทนาให้คนข้างนอกรับรู้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

3. อัยยาภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยนาย เป็นคนชอบข่มสามีให้อยู่ในอำนาจ ไม่ให้เกียรติสามีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น ชอบสั่งการหรือเอาแต่ใจตัวเอง เห็นสามีเป็นคนไร้ความสามารถ แต่ตัวเองเป็นผู้นำ

4. มาตาภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยแม่ คือผู้ที่มีความรักต่อสามีอย่างสุดซึ้ง ไม่เคยทอดทิ้งแม้ยามทุกข์ยาก ป่วยไข้ ไม่ทำให้มีเรื่องสะเทือนใจ

5. ภคินีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยน้องสาว คือผู้ที่มีความเคารพต่อสามีในฐานะพ่อบ้าน แต่ขัดใจกันบ้างตามประสาคนใกล้ชิดกันแล้วก็ให้อภัยกัน โดยไม่คิดพยาบาท เดินตามแนวทางของสามี ต้องพึ่งพาสามี

6. สขีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน ต่างคนต่างก็มีอะไรที่เหมือนกัน ความสามารถพอกัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากัน ไม่ค่อยยอมกัน เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็รักกันและช่วยเหลือกันโดยต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

7. ทาสีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยคนรับใช้ คือภรรยาที่อยู่ภายใต้คำสั่งสามีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง สามีเป็นผู้เลี้ยงดู สั่งอะไรก็ทำอย่างนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยก็ไม่ออกความเห็น อดทนทำงานตามหน้าที่ตามแต่สามีจะสั่งการ แม้ถูกดุด่า เฆี่ยนตีก็ยังทนอยู่ได้โดยไม่โต้ตอบ

ท่านสอนให้ภรรยาสำรวจตนว่า ที่เป็นอยู่ ตนเป็นภรรยาประเภทไหน และจะให้ดีควรจะเป็นภรรยาประเภทใด สำหรับชาย อาจใช้เป็นหลักสำรวจอุปนิสัยของตนว่าควรแก่หญิงประเภทใดเป็นคู่ครอง และสำรวจหญิงที่จะเป็นคู่ครองว่าเหมาะกับอุปนิสัยของตนหรือไม่

 

คู่ของคนเราจำแนกไว้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. คู่แท้

คือคู่ที่คบกันแล้วอยู่ดีมีความสุขช่วยกันทำมาหากิน สร้างครอบครัวที่ดี ต่างเป็นกำลังใจให้แก่กัน คู่แท้เมื่อเจอจะรู้สึกได้ทันที่ว่าคือคนที่ใช่ จะมีความรู้สึกบางอย่างที่ส่งออกมาในขณะที่ได้คบกัน บางคนเมื่อเจอครั้งแรกก็รู้สึกคุ้นหน้า เหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง หรือบางคนเคยได้เห็นกันมาก่อนแล้วในฝันหรือในนิมิต

เมื่อมีปัญหากันจะมีฝ่ายหนึ่งยอมอ่อนข้อ ยอมเงียบลงไปเอง จะรู้จักลดราวาศอกซึ่งกันและกัน เมื่อเจอคู่แท้จะทำให้ชีวิตก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนมีแรงผลักดันชีวิต หลายคนสามารถเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เมื่อเจอคู่แท้ สามารถปรับปรุงตัวเองยอมเปลี่ยนตัวเอง

คู่แท้จะคอยเสริม คอยให้คำแนะนำเป็นเบื้องหลังที่ดีให้สามารถฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี คู่แท้นั้นเมื่อคบกันแล้วจะไม่มีความรู้สึกลังเล วางแผนชีวิตคู่ต่อเนื่องได้ในระยะยาว ถึงแม้ฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิงจะยังมีปัญหา ยังมีคนเข้ามาข้องเกี่ยว ก็ไม่สามารถจะแยกคู่แท้ออกจากกันได้ คู่แท้เกิดจากคู่ที่เคยร่วมบุญใช้ชีวิตทำบุญร่วมกันยาวนานมาแต่อดีตชาติ หรือคนที่เคยได้เป็นคู่แท้ที่รักกันมากมาแต่ชาติปางก่อน แล้วเคยสาบานว่าจะรักกันไปตลอดตราบชั่วสิ้นชีวิต ตลอดไปข้ามภพข้ามชาติก็จะไม่ขอจากกันไปไหน โดยไม่ผิดสัจจะ เมื่อตายจากกันจะได้เจอและได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีก

2. คู่เวรคู่กรรม

คือคู่ที่ตรงข้ามกับคู่แท้อย่างสิ้นเชิง เกิดมาเจอกันเพื่อทำลายกัน เพื่อใช้กรรมให้แก่กันและกัน หรือได้เจอเพื่อต้องรับกรรมที่เคยได้ก่อไว้ บางคนจะเจอคู่เวรคู่กรรมชั่วระยะเวลาหนึ่ง บางคนหลายเดือน หรือเป็นปี หากเคยทำกรรมหนักไว้ก็จะเจอคู่เวรคู่กรรมไปชั่วชีวิตหรือจนตายจากกันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คู่เวรคู่กรรมเมื่อเจอกันจะรู้สึกรักและหลงมากอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ยิ่งรักก็ยิ่งหลง ตกอยู่ในภวังความรักความหลงจนหูหนวกตาบอดไม่ยอมรับรู้ความจริงที่จะทำให้เจ็บใจหรือรับไม่ได้ ยอมถูกทำร้าย ยอมถูกตบตี ยอมถูกสวมเขา ยอมถูกเหยียดหยามดูหมิ่น ยอมถูกกระทำให้เจ็บปวดใจอย่างหนัก

เมื่อเจอคู่เวรคู่กรรมไม่ว่าจะเจอหนักเท่าไหร่เสียน้ำตาร้องไห้ฟูมหายขนาดไหนจะยังคงยอมรับ ทนได้ และรับได้เสมอ พร้อมให้อภัยทุกอย่าง ขอเพียงอย่าได้ทิ้งกันไปเพราะจะเจ็บปวดใจมากไม่อาจทำใจยอมรับได้ บางคนเปลี่ยนชีวิตจากที่เคยรุ่งเรืองมีชีวิตที่ก้าวหน้าต้องมาจบทิ้งทุกอย่างหมดตัวเป็นหนี้เป็นสิน

จากที่เคยเป็นคนดีมีเหตุมีเหตุมีผลก็กลายเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่ฟังเหตุฟังผลใคร ใช้ชีวิตแบบประชดคู่ประชดตัวเองกินเหล้า เสพยา ติดสารเสพติด ใช้ชีวิตอย่างไม่แยแสกฏหมายสังคม ทำให้บุพการีเสียใจก็เป็นเพราะคู่เวรคู่กรรม คู่เวรคู่กรรมเกิดจากที่เราได้เคยทำกรรม สร้างกรรมไว้ ผิดศีลข้อสามผิดลูกผิดผัวเมียชาวบ้าน เคยเจ้าชู้ทำให้คนรักต้องเสียใจต้องร้องไห้ ยุยงส่งเสริมให้คนเลิกกัน เคยทำร้ายคนที่รักเรารวมถึงบุพการีอย่างหนัก

ทำให้ชาตินี้ต้องมาเป็นฝ่ายรับกรรม ซึ่งก็ไม่เหมือนกันบางคนก็หนักมากบางคนก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อหมดเวรหมดกรรมจะขาดจากกันไปเอง ความรู้สึกหลงหัวปักหัวปำจะค่อยๆ หมดไป เริ่มเห็นความจริงกระจ่างขึ้น ทางแก้เมื่อเจอคู่เวรคู่กรรมคือให้ยอมรับว่าเราได้เคยสร้างกรรมไว้จึงต้องมาเจออย่างนี้ ขออโหสิต่อเจ้ากรรมนายเวรเรื่องคู่ ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นแล้ว หากเคยกระทำกับใครไว้ขอโหสิและจะไม่ทำกับใครอีก ทำบุญทุกครั้งพยายามอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเรื่องคู่ครอง ปฏิบัติกรรมฐานทำสมาธิภาวนาอุทิศส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวร แล้วจะขาดจากกันไปเองด้วยดีโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจมากนัก

3. คู่บุญ

คู่บุญคือคนที่เคยทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน อาจเคยเป็นเพื่อน หรือเคยเป็นญาติมิตรกันมาก่อน แล้วมีโอกาสได้ไปทำบุญร่วมกันชั่วระยะหนึ่ง หรือยาวนานแต่ไม่นานมากถึงขนาดคู่แท้ที่ใช้ชีวิตครองคู่ร่วมกันตลอด

คู่บุญคือคนที่เคยได้ร่วมบุญ หรือเคยเป็นแฟนคบหากันชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่ยังได้เจอคู่บุญอีกเป็นเพราะก่อนที่เราจะเกิดมาเป็นเรานั้น ได้เคยเกิดมาแล้วหลายชาติ เคยคบหาดูใจเคยได้ร่วมบุญกับคนมากมาย จึงมีโอกาสได้เจอกันอีก คู่บุญจะไม่ทำร้ายกันรุนแรงเหมือนคู่เวรคู่กรรม เมื่อคบหากับคู่บุญแล้ว เมื่อหมดบุญไปจะมีเหตุให้ต้องเลิกจากกันไปเอง เช่นต้องห่างกันไป ห่างตัวต้องออกไปใช้ชีวิตของตนเอง หรือห่างด้วยเรื่องการเรียน เรื่องงาน หรือความไม่ลงตัวกันจึงทำให้ค่อยๆห่างเหินเปลี่ยนความสัมพันธ์ไปจนกลายเป็นเพื่อนสนิท หรือกลายเป็นคนรู้จักกันไป ก็จะทำให้ได้เจอคนใหม่มีชีวิตรักใหม่อีกเหลือเพียงความทรงจำดีๆ

คนเราเกิดมามีคู่บุญมากมาย ในทางโหราศาสตร์สามารถดูได้ว่าจะเจอเมื่อไหร่ ถือว่าเป็นเกณฑ์คู่เล็ก เป็นช่วงมีโอกาสได้ปิ๊งปั๊งเจอคนที่ถูกใจ คนที่ทำให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ ในปีหนึ่งจะมีโอกาสได้เจอคู่บุญอยู่หลายสิบครั้ง บางคนเดินสวนกันแล้วรู้สึกดีขึ้นอย่างแปลกๆ หรือได้คุยกันแป๊บเดียวรู้สึกเข้ากันได้มาก คู่บุญสามารถต่อยอดให้กลายเป็นคู่แท้ได้ด้วยการต่อบุญอีกในชาตินี้ เมื่อคบกันหากไม่อยากขาดจากกันให้หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกัน สักเดือนละครั้ง หรือจะมากกว่านั้นแล้วแต่ความสะดวก อย่าให้เกินสามเดือนควรหาเวลาทำบุญร่วมกันอีก ทำไปสักระยะหนึ่งคู่บุญก็จะกลายเป็นคู่แท้ที่จะครองคู่กันไปตลอดไม่ขาดจากกันได้

สูตรการเลือกคู่ของพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนถึง วิธีการเลือกคู่ ให้แก่เหล่าชายและหญิงว่า…

1 ควรมีศรัทธาเสมอกัน คือ เลือกคนที่มีความเชื่อเลื่อมใสในศาสนา สิ่งเคารพบูชา ความคิดเห็น จุดมุ่งหมาย ตลอดจนรสนิยมตรงกัน

2 ควรมีศีลเสมอกัน คือ เลือกคนที่มีความประพฤติ ศีลธรรม มารยาท มีพื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้องกัน

3 ควรมีจาคะเสมอกัน คือ เลือกคนใจกว้าง เสียสละ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น เพราะเมื่ออยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สินและความสุขของตน เพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

4 ควรมีปัญญาเสมอกัน คือ รู้จักเหตุ-ผล-ดี-ชั่ว สิ่งที่เป็นประโยชน์ – ไม่เป็นประโยชน์ สามารถใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหาได้…

วิธีจับสังเกตหลักง่ายๆนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์บอกว่า คนดีดูได้ที่ว่า เป็นคนที่ คิดดี พูดดี และทำดีเป็นปกติ คือ ดูสิ่งที่เขาคิด พูด ทำ นั่นเอง บางคนบอกความคิดจะไปดูได้อย่างไร ก็คำพูดและการกระทำมันจะสะท้อนจากความคิด เราจะจับได้ว่าถ้าเขาพูดอย่างนี้แสดงว่าเขาคิดอย่างนี้ เพียงแต่คนที่กำลังชอบพอกันใหม่ บางทีความรักความพอใจมันบังตา เห็นอะไรก็ดูข้ามไปหมด บอกไม่เป็นไร เขารักเราเขาต้องปรับปรุงตัวแก้ไขเพื่อเราได้แน่ๆ เสร็จแล้วก็น้ำตาตกทีหลัง

ถ้าจะสรุปโดยย่อๆเลยก็คือว่า ให้เขาเป็นคนที่มีศีล อย่างน้อยศีล5 แล้วไม่ยุ่งอบายมุข ถ้าชอบกินเหล้าเล่นไพ่ เที่ยวกลางคืนทุกวัน เป็นเสือผู้หญิง เจ้าชู้แต่เอาใจเราเก่งเราเลยชอบ อย่าเด็ดขาด เดี๋ยวเราจะเดือดร้อน น้ำตาเช็ดหัวเข่า เป็นคนชอบโกหก เป็นคนชอบขโมยของเขา คดโกงเขา เป็นคนใจคอโหดร้าย อย่างนี้เราหลีกเลี่ยง อย่างน้อยต้องศีล 5 และอบายมุข อย่างนี้จะไม่พลาด

วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ คู่ครองคนรักไม่ดี แก้กรรมสำหรับคนร้างคู่ หรือ มีคู่ครองแล้วแต่ไม่มีความสุข

วิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ สำหรับคนที่ไร้คู่ ตามหาเนื้อคู่ไม่เจอ หรือมีคู่แต่ชีวิตรักไม่มีความสุข เนื้อคู่ไม่ดี คนรักชอบทำตัวเจ้าชู้ ข่มเหง หรือถูกรังแกจนต้องเจ็บช้ำน้ำใจ วันนี้เราขอแนะนำ การแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่มาฝากกันค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าเจอปัญหาชีวิตรักแบบไหน ดวงความรักของคุณจะเป็นอย่างไร แล้วต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร มาดูดวงเนื้อคู่กันเลย

การแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ คู่ครอง คนรักไม่ดี

เนื้อคู่ไม่ดี เนื้อคู่ไม่ดีไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ท่านว่าเกิดจากการกระทำที่เคยทำมาแม้ในภพนี้หรือภพก่อนของผู้นั้น คือ เคยเป็นชู้กับผู้อื่นที่มีครอบครัวแล้ว เคยทำร้ายจิตใจคู่ตนเอง เคยยุยงคู่คนอื่นให้เลิกกัน เคยทำร้ายจิตใจในความรักที่ผู้อื่นมีให้แก่ตน

การแก้กรรมเนื้อคู่ไม่ดี แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้

1.เลิกความเป็นคนเจ้าชู้ มักเดียวใจเดียว ไม่คบคนที่มีคู่แล้วหรือไม่นอกใจคู่ของตนเอง

2.หมั่นเข้าวัดทำบุญร่วมกับคู่ของตนเองเป็นนิจ

3.หมั่นทำบุญ และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ถูกตนทำร้ายจิตใจหรือแก่่เจ้ากรรมนายเวรทั้งภพก่อน และในภพปัจจุบัน

4.ส่งเสริมความรัก และยินดีต่อความสุขของคู่ครองคนอื่น เช่น ร่วมทำบุญในงานแต่ง เป็นต้น

การแก้กรรมดวงที่ร้างคู่

แก้กรรมร้างคู่ คน บางคนขาดคู่แท้ คู่ถาวรเพราะวิบากกรรม ชาติก่อนอาจเคยทำให้คู่รักต้องเลิกกันไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หรืออาจเคยพรากคู่รักให้แยกจากกัน หรือเคยยุยงให้เขาแตกกัน หรือขัดขวางมิให้เขาได้ครองคู่กัน

การแก้กรรมดวงที่ร้างคู่ แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้

ถวายเทียนคู่หรือแจกันคู่ ถวายให้ครบ 9 วัดอย่างต่อเนื่อง จะทำบุญเดือนละ 1 วัดหรือ 2 วัดก็ได้ตามแต่สะดวก ให้ถวายในวันเกิดของตน เช่น คนเกิดวันพุธ ก็ไปทำบุญวันพุธ อธิษฐานจิตขอทำบุญเพื่อแก้วิบากกรรม ตั้งจิตภาวนาขอพรเรื่องคู่ตามที่หวัง (สามารถถวายสิ่งของอื่นแก่วัดได้ แต่ควรถวายสิ่งของที่ใช่เป็นคู่ เช่น เชิงเทียน)

การแก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น

แก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น อาจเป็นเพราะชาติปางก่อน ทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ จึงเกิดมาเป็นคู่กัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น หรือเมื่อครั้งที่เคยเป็นคู่กันนั้น ขาดความปรองดองต่อกันหรือร่วมมือกัน จึงต้องมาทะเลาะเบาะแว้ง

การแก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้

1 ร่วมใจกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ ต้องเป็นประจำสม่ำเสมอ ทุกกเช้า วันเว้นวัน หรือทุกอาทิตย์

2 ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานสม่ำเสมอ ทุกเดือน หรือ ทุก 3 เดือน

3 ร่วมกันสวดพระคาถาบท ทุกวันพระเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นสวดทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ

4 เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพ เกี่ยวกับงานเลื้ยงวิวาห์ ออกแรงหรือออกเงินช่วยงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวที่ไม่รวยนัก ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ที่เรารู้จักคุ้นเคยดี

5 ตั้งตนชอบอยู่ในจริยธรรมอันดี คิดดี พูดดี และทำดีต่อคู่รักทุกคู่ มิว่าจะรู้จักกันดีหรือไม่ ช่วยให้คู่รักเขาได้สมรักหรือได้เข้าใจกัน ไม่ทำให้เขาแตกร้าวกัน จะได้อานิสงค์แรงมาก

การแก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน

แก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน คู่ที่มีดวงไม่ถูกโฉลกกัน หรือไม่สมพงศ์กันในทางพื้นเรือนชะตา เมื่อมาครองคู่ด้วยกันแล้ว ชีวิตมักจะขรุขระไม่ราบรื่น มีอุปสรรคให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรืออาจมีความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก้าวหน้าช้า มีความขัดสน หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้หาความสุขสบายแท้จริงไม่ได้

การแก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้

1. ร่วมกันทำบุญ ทำทานสม่ำเสมอ ทำบุญด้วยการออกแรงแทนเงินก็ได้ นำข้าวของไปบริจาคคนยากไร้ ไปอาสาช่วยงานบุญที่วัด

2. ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์

3. ไปไหว้พระ ทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงร่วมกัน

4. ไปไหว้ศาลหลักเมืองด้วยกัน

5. ร่วมกันปล่อยนก ปล่อยปลาย ปล่อยหอยขม โดบไปซื้อปลาที่ตลาดสดมาปล่อย หรือไถ่ชีวิตสัตว์

6. ร่วมกันล้างบ้าน จัดบ้านใหม่ ไหว้พระที่บ้าน ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง

อธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้ ต้อง ฟังผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวที่สูงวัย ที่ให้คำแนะนำ ตรงนี้เป็นบุญประการหนึ่ง บุญนี้จะหนุนนำให้ได้คู่ที่ดี ให้ได้ลูกที่ดีในลำดับต่อไป ต่อมาเป็นเรื่องของการทำบุญ คือไม่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่เดือดร้อน ปู่ย่าตายายเดือดร้อน ร้อนกายร้อนใจว่าเราเอกเขรกเกเร ทั้งนี้จะเป็นบุญกุศลหนุนนำให้เราได้พบคู่รักอันเป็นคู่แท้ประการหนึ่ง อีกหลาย ๆ ประการที่กล่าวถึงดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นบุญกุศลในเรื่องที่จะให้สมหวังในความรักทั้งนั้น

การกตัญญูกตเวทิตาต่อบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ในวงศ์ตระกูล ทำบ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข การทำบุญกับบ้านเด็กกำพร้า การบริจาค หรือการทำบุญกับบ้านคนชรา การบริจาค หรือการทำบุญให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ การบริจาคหรือการทำบุญกับมูลนิธิเพื่อนหญิง หญิงที่ถูกทำร้าย การบริจาคหรือการทำบุญกับโรงพยาบาล

เป็นส่วนสำคุญที่จะเป็นบุญแรง เป็นบุญใหญ่ หนุนนำให้เกิดความสุขและความสำเร็จในเรื่องความรัก เพราะสถานที่ที่ได้กล่าวถึง มีสื่อทางจิตวิญญาณอันสัมพันธ์เกี่ยวกับบุญวาสนาบารมี ที่จะเกื้อหนุนให้เกิดพลังของผลบุญที่เกื้อหนุนในเรื่องของความรักและชีวิต ครอบครัว เมื่อทำบุญแล้วต้องมีการอธิษฐานบุญ ขอให้ตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อท่านสงบนิ่งแล้วให้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นผลบุญที่ได้กระทำอันเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่ท่านได้ทำบุญมา และให้อธิษฐานว่า

“ขอให้ข้าพเจ้า ชื่อ-นามสกุลของท่าน ขอให้ประสบความสุข ความสำเร็จโดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตคู่ เรื่องของครอบครัวขอให้มีความสุข ขอให้ได้พบคู่แท้ดังที่ปรารถนา หากใครก็ตามที่เป็นคู่แท้ ก็ขอให้พบโดยเร็วพลัน ขอให้ได้เรียนรู้ ขอให้อย่าได้พบกับคนที่หลอกลวง แต่ถ้าหากใครคิดจะหลอกลวง ทำร้าย ทำลายน้ำใจให้มีความรู้สึกเจ็บช้ำ จงอย่าได้กล้ำกลายเข้ามา ขอให้ห่างไกลหลีกลี้หนีไปจากบารมี หลีกลี้ไปจากเรา ขอให้มีบารมี บุญบารมีธรรมคุ้มครองเราด้วยเถิด หากใครเป็นคู่แท้แล้วไซร้ก็ขอให้จงมีโอกาสเข้ามาใกล้ ประดุจเทพอุ้มสม คือเทพหนุนนำ เทวดาชักพา ให้เกิดการพบหน้า มีจิตประภัสสรให้เกื้อหนุนกันต่อไป จากปัจจุบันถึงอนาคตด้วยเถิด สาธุ”

อะไรประมาณนี้ ท่านก็จะสมหวังตามที่ปรารถนา ส่วนอธิษฐานมีส่วนเหมือนกัน กล่าวคือ ท่านที่เกิดวันอาทิตย์นั้น การอธิษฐานควรจะอธิษฐานหรือทำบุญในวันอาทิตย์หรือวันพฤหัสบดี ท่านที่เกิดวันจันทร์ควรจะทำบุญอธิษฐานขอพรจากเทวดาฟ้าดิน ในวันจันทร์หรือวันพุธ

ส่วนท่านที่เกิดวันอังคารควรขอพรจากเทวดาฟ้าดินในวันอังคารและวันศุกร์ ท่านที่เกิดวันพุธกลางคืนควรอธิษฐานขอพรในวันพุธกลางคืนและวันเสาร์ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของการอธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้ หวังว่าท่านคงไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อความสุขของท่านเองและคนรอบข้าง ให้สมหวังดังที่ปรารถนา พบรักในเร็ววัน (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม)

ว่าด้วยคู่สร้างคู่สมตามหลักพุทธศาสนา

จะเป็นคู่สร้างคู่สม เมื่อมีสมธรรม ๔ ประการ

“ดูก่อน คฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้งสองฝ่ายนั่นแหละพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ก็จะได้พบกันและกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า”

(“อากงฺเขยฺยุ ํ เจ คหปตโย อุโภ ชานิปตโย” จาก สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต – พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑)

ชีวิตคู่ครองนี้ มีคำเรียกตามนิยมว่า ชีวิตสมรส ในทางพระพุทธศาสนามีคำสอนว่า ชีวิตสมรสที่จะมีความสุข ราบรื่น มั่นคงยืนยาวได้นั้นหลักธรรมในการเลือกคู่ครอง คือ สมชีวิธรรม 4 (qualities which make a couple well matched) เราควรเลือกคู่ครองที่มีลักษณะดังนี้

คู่สมรสควรมีคู่ธรรมที่สมหรือสม่ำเสมอกัน อันจะพึงเรียกได้ว่า สมธรรม ๔ ประการ คือ สมศรัทธา สมศีลา สมจาคา และ สมปัญญา สมธรรม ๔ ประการนี้

เป็นฐานรองรับชีวิตคู่ครองในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าฆราวาสธรรม ๔ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะแสดงถึงความมีคุณสมบัติสมกันและความมีลักษณะนิสัยสม่ำเสมอกัน

ของคู่ครอง ซึ่งจะทำให้ผู้สมรสทั้งสองสมชีพหรือสมชีวี คือมีชีวิตที่สมหรือเสมอกัน สมธรรม ๔ ประการ นั้น คือ

๑. สมศรัทธา (to be matched in faith) คือ มีศรัทธาสมหรือเสมอกัน ศรัทธานั้นหมายถึงความเชื่อ ความเลื่อมใส หรือความใฝ่นิยม เช่น ความเชื่อถือในลัทธิศาสนา ความเลื่อมใส

ในพระรัตนตรัย และความใฝ่นิยมในคุณค่า หรือสิ่งที่ยึดถือเข้าใจว่าเป็นความดีงามต่าง ๆ ความมีศรัทธาสมกันย่อมเป็นสิ่งสำคัญเบื้องแรก

ที่จะทำให้ชีวิตครองเรือน กลมกลืนสนิทสนมแน่นแฟ้น เพราะศรัทธาเป็นเครื่องหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด และเป็นพลังชักจูงใจในการดำเนินชีวิต

และกระทำกิจการต่าง ๆ ความมีศรัทธาสมกัน ตั้งต้นแต่ความเชื่อถือในลัทธิศาสนาอย่างเดียวกัน ตลอดจนการมีรสนิยมแนวเดียวกัน

จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตสมรส ถ้าศรัทธาเบื้องต้นไม่เป็นอย่างเดียวกัน ก็ต้องตกลงปรับให้เป็นไปด้วยความเข้าใจต่อกัน

๒. สมศีลา (to be matched in moral) คือ มีศีล คือความประพฤติสมหรือเสมอกัน คือ มีความประพฤติที่เข้ากันได้ อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่เป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจ

ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือขัดแย้งรุนแรงต่อกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งปากร้าย ชอบกล่าวคำหยาบคาย อีกฝ่ายหนึ่งได้รับการอบรม

กวดขันมาทางด้านการพูดจาสุภาพอ่อนหวาน ทนฟังคำหยาบ ไม่ได้ หรือฝ่ายหนึ่งชอบเป็นนักเลงหัวไม้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบชีวิตสงบไม่วุ่นวาย

ก็อาจเป็นทางเบื่อหน่ายร้าวฉานเลิกร้างกัน หรืออยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน

๓. สมจาคา (to be matched in generosity) คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละสมหรือเสมอกัน ในชีวิตของบุคคลที่ต้องติดต่อเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ

เริ่มแต่ญาติมิตรสหายเป็นต้นไปนั้น ธรรมข้อสำคัญที่จะต้องแสดงออกอยู่เสมอก็คือ ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีใจกว้างขวาง

การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน หรือในทางตรงข้าม ก็เป็นความ ตระหนี่ ความมีใจคับแคบ กระด้าง คู่ครองที่มีจาคะไม่สมกันย่อมมีโอกาสเกิด

ความขัดแย้งกระทบกระเทือนจิตใจกันอยู่เรื่อยไป ทำให้ชีวิตครอบครัว เป็นชีวิตที่เปราะ มีทางที่จะแตกร้าวได้ง่าย

๔. สมปัญญา (to be matched in wisdom) คือ มีปัญญาสมหรือเสมอกัน ปัญญาหมายถึงความรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดีชั่ว รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ความรู้จักคิด

ความสามารถในการ ใช้ความคิดและเข้าใจในเหตุผล ความมีปัญญาสมกันมิได้หมายความว่าคู่ครองทั้งสองฝ่ายจะต้องได้เล่าเรียนศิลปวิทยาการ

ทรงความรู้เชี่ยวชาญเหมือน ๆ กัน แต่หมายถึงการมีความคิด การรู้จักรับฟังและเข้าใจในเหตุผลของกันและกัน และการช่วยเป็นคู่คิดของกันและกันได้

อย่างที่กล่าวกันง่าย ๆ ว่าพูดกันรู้เรื่อง คุณธรรม ข้อนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะสามีภรรยาเป็นผู้อยู่ร่วมใกล้ชิดกันทุกเวลา จำต้องมีความเข้าใจกัน

ร่วมคิดร่วมปรึกษาหารือกัน บรรเทาข้อหนักใจ และช่วยกันหาทาง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นกำลังแก่กันและกันได้ ความมีปัญญาสมกันนี้

นอกจากเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจทำให้มีความสนิทสนมกันด้วยดีแล้ว ยัง ทำให้ชีวิตของคู่ครอง ทั้งสองฝ่ายเป็นชีวิตที่ส่งเสริมคุณค่าเพิ่มกำลังแก่กันและกันอีกด้วย

คู่ครองตามที่่กล่าวไว้ใน สิทธิการิยะฯ มี 4 แบบ คือ

1. คู่เวรคู่กรรม ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะเบาะแว้ง บางคู่ถึงขั้นตบตีกันแต่ก็ไม่เลิกรากันไป ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่มักมีเรื่องบาดหมางขัดใจกัน ทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่ซื่อสัตย์ อาจสุรุ่ยสุร่าย ล้างผลาญเงินทอง อาจดูถูกดูหมิ่นอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยกย่องให้เกียรติ ไม่มีความเคารพเกรงใจกัน แม้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่มีความสุข แต่ก็ยังต้องอยู่ด้วยกันต่อไป

2. คู่ทุกข์คู่ยาก ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่ลำบากลำบนมาด้วยกัน ฟันฝ่าอุปสรรคของชีวิตมาด้วยกัน แต่ก็รักและเห็นอกเห็นใจกันเสมอ

3. คู่สร้างคู่สม ได้แก่ คู่สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกัน ชีวิตมีแต่ความสุข มีโชคดี ไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆ รักและให้เกียรติยกย่องกันและกัน มีความสุขอยู่ด้วยกันจนวันตาย

4. คู่อาศัย ได้แก่คู่รัก หรือคู่สามีภรรยา ที่รักกันได้ไม่นาน ก็มีอันต้องเลิกรากันไป

ถ้าคู่สมรสคู่ใด ที่ครองรักกันอย่างมีความสุขในชีวิตนี้ และมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา สมกัน แม้ตายจากกันไปแล้ว ชาติต่อไปก็ย่อมได้เกิดมาเป็นคู่ครองกันอีก เรียกว่า คู่แล้วไม่แคล้วกัน

จาก อังคุตตรนิกาย มีพระสูตรที่ 2 ปฐมสังวาสสูตร และทุติยสังวาสสูตร แห่งปุญญาภิสันทวรรค ทุติย- ปัณณาสก์ จตุกกนิบาต ที่่ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างสามีภรรยามี 4 แบบ โดยเปรียบเทียบว่า คนทุศีลเป็นเสมือนผี คนมีศีลเป็นเสมือนเทวดา ดังนี้

1. การอยู่ร่วมกันแบบผีอยู่ร่วมกับผี

หมายถึงสามีทุศีลอยู่ร่วมกับภรรยาทุศีล ต่างฝ่ายต่างชั่วพอๆกัน บางคู่อาจเข้าใจกันดี ไปกันได้ดี อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน บางคู่อาจเป็นแบบ ขิงก็รา ข่าก็แรง

2. การอยู่ร่วมกันแบบผีอยู่ร่วมกับเทวดา

หมายถึงสามีทุศีลอยู่ร่วมกับภรรยามีศีล สามีเลวแต่อยู่ร่วมกับภรรยาที่ดี ฝ่ายสามีจะเป็นฝ่ายที่เอาเปรียบภรรยา ปฏิบัติต่อภรรยาไม่ดี การอยู่ด้วยกัน ไม่ทำให้มีความสุข

3. การอยู่ร่วมกันแบบเทวดาอยู่ร่วมกับผี

หมายถึงสามีมีศีลอยู่ร่วมกับภรรยาทุศีล สามีดีอยู่ร่วมกับภรรยาที่เลว ฝ่ายภรรยาเป็นภาระของสามี เอารัดเอาเปรียบสามี ปฏิบัติต่อสามีไม่ดี อาจไม่ซื่อสัตย์ นอกใจ หรือ ล้างผลาญสมบัติ การอยู่ด้วยกัน ย่อมไม่มีความกลมกลืน เข้ากันไม่ได้ดี

4. การอยู่ร่วมกันแบบเทวดาอยู่ร่วมกับเทวดา

หมายถึงสามีมีศีลอยู่ร่วมกับภรรยามีศีล ต่างฝ่ายต่างดีพอๆกัน รักใคร่ปรองดองกัน ถนอมน้ำใจกัน ยกย่องให้เกียรติกันและกัน สามีภรรยาแบบนี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป

พระพุทธเจ้า ได้จำแนกภรรยาไว้ 7 แบบ ดังนี้ ถ้าท่านต้องการภรรยาแบบไหน ย่อมเลือกลักษณะหญิงที่ท่านจะเลือกมาเป็นคู่ครองได้ตามลักษณะดังกล่าวนี้ คือ

ภรรยา 7 (seven types of wives)

ภรรยาแบบต่างๆ ซึ่งจำแนกโดยคุณธรรม ความประพฤติลักษณะนิสัย และการปฏิบัติต่อสามี ดังนี้

1. วธกาภริยา (a wife like a slayer; destructive wife) คือ ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต

ได้แก่ ภรรยาที่คิดร้ายกับสามี เป็นผู้หญิงที่ซื้อได้ด้วยเงิน เห็นแก่เงิน ไม่ได้อยู่กินกับสามีด้วยความรัก มักเจ้าชู้ มีใจยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นไม่ยกย่องให้เกียรติ ไม่เคารพสามี

2. โจรีภริยา (a wife like a robber; thievish wife) คือ ภรรยาเยี่ยงโจร

ได้แก่ ภรรยาผู้ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักประหยัด อาจติดการพนัน หรือชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินตัว ไม่รู้จักประมาณตน

3. อัยยาภริยา (a wife like a mistress; Madam High and Mighty) คือ ภรรยาเยี่ยงนาย

ได้แก่ ภรรยาที่เกียจคร้าน ไม่ใส่ใจการงาน กินมาก ปากร้าย หยาบคาย ใจเหี้ยม ชอบข่มสามี

4. มาตาภริยา (a wife like a mother; motherly wife) คือ ภรรยาเยี่ยงมารดา

ได้แก่ ภรรยาที่หวังดีเสมอ คอยห่วงใยเอาใจใส่สามี เหมือนมารดาปกป้องบุตร และประหยัดรักษาทรัพย์ที่หามาได้

5. ภคินีภริยา (a wife like a sister; sisterly wife) คือ ภรรยาเยี่ยงน้องสาว

ได้แก่ ภรรยาผู้เคารพรักสามี ดังน้องรักพี่ มีใจอ่อนโยน รู้จักเกรงใจและคล้อยตามสามี

6. สขีภริยา (a wife like a companion; friendly wife) คือ ภรรยาเยี่ยงสหาย

ได้แก่ ภรรยาที่เป็นเหมือนเพื่อน พบสามีเมื่อใด ก็ปลาบปลื้มดีใจเหมือนเพื่อนพบเพื่อนที่จากไปนาน เป็นผู้มีการศึกษาอบรม มีกิริยามารยาท ความประพฤติดี ภักดีต่อสามี เป็นคู่คิดคู่ครอง เคียงบ่าเคียงไหล่สามี

7. ทาสีภริยา (a wife like a handmaid; slavish wife) คือ ภรรยาเยี่ยงทาสี

ได้แก่ ภรรยาที่ยอมอยู่ในอำนาจสามี ถูกขู่ตะคอกเฆี่ยนตี ก็อดทนไม่โกรธตอบ รักสามีมาก ยอมรับใช้และทำทุกอย่างเพื่อความสุขของสามี

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภรรยาสำรวจตนเองว่า ตนเป็นภรรยาประเภทไหน และจะให้ดีควรจะเป็นภรรยาประเภทใด

สำหรับชาย อาจใช้เป็นหลักสำรวจอุปนิสัยของตนว่าเหมาะแก่หญิงประเภทใดที่จะเลือกมาไว้เป็นคู่ครอง และสำรวจหญิงที่จะเป็นคู่ครองว่าเหมาะกับอุปนิสัยของตนหรือไม่ (สำหรับผู้เขียนเอง ขอเลือกภรรยาในแบบที่ 6 คือ ภรรยาเยี่ยงสหาย)

การปฏิบัติต่อสามีหรือภรรยา มีกล่าวไว้ใน ทิศ 6 (directions; quarters)

บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคม ดุจทิศที่อยู่รอบตัว

ภรรยานั้น ถือเป็นทิศที่ 3 ปัจฉิมทิศ (ทิศตะวันตก)

ปัจฉิมทิศ (wife and children as the west or the direction behind)

ทิศเบื้องหลัง ทิศตะวันตก ได้แก่ บุตรภรรยา เพราะติดตามเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

ก. สามีบำรุงภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลัง ดังนี้

1) ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะที่เป็นภรรยา

2) ไม่ดูหมิ่น

3) ไม่นอกใจ

4) มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้

5) หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส

ข. ภรรยาย่อมอนุเคราะห์สามี ดังนี้

1) จัดงานบ้านให้เรียบร้อย

2) สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี

3) ไม่นอกใจ

4) รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้

5) ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง

ความสมหรือเสมอกันของคู่ครองตามหลักธรรม ๔ ประการนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะบุคคลทั้งสองมามีชีวิตอยู่ร่วมกันใกล้ชิดยิ่งกว่าใครๆ จนในทางโลกกล่าวว่าเป็นบุคคลเดียวกัน การที่จะมารวมเข้าด้วยกันจึงต้องอาศัยความประสานกลมกลืนเหมาะสมกันตามทางธรรมดังกล่าวมา

การแบ่งปันบุญกุศลนี้ ให้คนที่คุณรักและคนอื่นๆ ชีวิตคุณจะดีขึ้นทันที